การศึกษาหลังสมัยใหม่ในประเทศไทย
ความหมายการศึกษาหลังสมัยใหม่
แนวคิดปฏิรูปนิยมหลังสมัยใหม่/หลังสมัยใหม่นิยม เป็นแนวคิดที่แสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวจากวงการศิลปะที่มีผลกระทบต่อสังคม เช่น สถาปัตยกรรม ดนตรี ภาพยนตร์ วรรณคดี สังคม สื่อสารมวลชน แฟชั่น เทคโนโลยีเป็นต้น แนวคิดนี้เริ่มมีขึ้นประมาณปี 1960 เป็นแนวคิดที่แตกต่างไปจากแนวคิดสมัยใหม่ (Modern) ซึ่งรับอิทธิพลมาจากศตวรรษที่ 17 ถึง 19 จึงมีแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎี หลักการสมัยโบราณ สำหรับแนวคิดปฏิรูปนิยมหลังสมัยใหม่นั้นได้ให้ความสำคัญกับรายละเอียด ความเป็น ท้องถิ่น ความมีเหตุผล ตรรกะที่กระทำผ่านเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่หลากหลาย เนื่องจาก เชื่อว่าความมีเหตุผล และการกระทำอย่างมีตรรกะนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับโลก สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับความรู้ได้ ทั้งยังให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์ ทัศนคติ การมองในรายละเอียด ความรู้ที่ได้รับจากธรรมชาติ หลักการ หรือทฤษฎีที่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ สังคมและเศรษฐกิจได้ (นฤพนธ์ ด้วงวิเศษ. 2022, 26 ตุลาคม)
สำหรับปรัชญาศิลปศึกษาปัจจุบันนั้นเป็นไปตามแนวคิด Postmodernism (หลังสมัยใหม่นิยม) ซึ่งมีแนวคิดที่ เน้นถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ขณะเดียวกันก็มีความเชื่อมั่นตามแนวคิด และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังเป็นไปตามทฤษฎี Structuralism (โครงสร้างนิยม) ที่เชื่อว่าความสัมพันธ์ทางสังคมเกี่ยวข้องกับ วัฒนธรรม ซึ่งต้องอาศัยการกำหนดจากจิตใจ โดยถ่ายทอดและแสดงออกมาเป็นวัฒนธรรม ศิลปะ และภาษา เป็นต้น นอกจากนี้ Postmodernism ยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของแนวคิดศิลปะในศตวรรษที่ 20 ทั้งในด้านรูปแบบ หรือสไตล์ที่ไปเป็นในลักษณะของการบูรณาการระหว่างศิลปะกับการใช้ชีวิตประจำวัน มีการบูรณาการกันระหว่างวัฒนธรรมของชนชั้นสูงกับชนชั้นกลางซึ่งมีความเชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นศิลปินได้ ดังนั้นชนชั้นกลางทั่วไปจึงไม่ได้ให้ความสำคัญกับความสามารถของศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะหรือผลงานด้านวิชาการได้เหมือนในอดีต ศิลปะเปรียบเสมือนข้อความ หรือเนื้อหาที่แสดงให้เห็นผ่านทางภาพที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีการชื่นชมผลงานศิลปะที่มีความหลากหลายมากขึ้น มีความซับซ้อนทางวัฒนธรรมใน หลายรูปแบบมาก (อภิภา ปรัชญพฤทธิ์. 2554.)
การเรียนรู้แบบสืบสอบ (Inquiry Learning) แนวคิดนี้เป็นการเรียนรู้ในการพัฒนาพุทธิปัญญา (Cognitive orientation) ซึ่งอยู่ในกลุ่มของนักทฤษฎีกลุ่มเกสต์ตอลท์ (Gestalt) ที่เกิดขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 20 กลุ่มนี้มีแนวคิดว่า กระบวนการเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้จากการมองปัญหาในภาพรวม ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการทางจิต (mental process)
การมองเห็นความสัมพันธ์ของเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง รวมกับประสบการณ์เดิมของผู้เรียนจะช่วยให้สามารถตีความ และนำไปสู่การแก้ปัญหาได้ นักทฤษฎีตามแนวคิดนี้ คือ Jean Piaget, David Ausubel, Jerome Bruner และ William Perry ในที่นี้จะกล่าวถึง Bruner เนื่องจาก Bruner ได้เน้นแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้แบบบูรณาการ และการเรียนรู้แบบสืบสอบที่นำไปสู่การค้นพบความรู้ด้วยตนเอง (Inquiry learning) เนื่องจาก Bruner เชื่อว่าการเรียนรู้ของบุคคลเกิดจากความอยากรู้อยากเห็นและการสร้างความหมายใหม่จากประสบการณ์เดิมจากสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป โดยผู้เรียนเกิดการรับรู้จากสิ่งนั้น (อภิภา ปรัชญพฤทธิ์. 2554.)
การจัดการศึกษาด้านศิลปศึกษาหลังสมัยใหม่ว่ามีความเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสภาพสังคมปัจจุบัน เช่น ความรุนแรง ยาเสพติด อาชญากรรม มลภาวะ เป็นต้น ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่เด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ควรทำความเข้าใจและได้ระดมสมองร่วมกับ ศิลปินที่มีแนวคิดแบบ Postmodernism โดยหลักสูตรตามแนวคิดแบบ DBAE เป็นหลักสูตรที่เปิดกว้างให้นำการจัดการเรียนการสอนมาใช้เป็นกรอบในการทำกิจกรรมร่วมกันในลักษณะของการอภิปราย และการทำงานศิลปะแบบร่วมสมัย ในขณะที่แนวคิดแบบ Modernism นั้น ศิลปินจะเน้นการทำงานศิลปะเป็นแบบประเพณี นิยมของสังคมในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 แตกต่างจากศิลปินที่มีแนวคิดแบบ Postmodernism ที่เน้นการทำงานศิลปะที่เชื่อมโยงกับปัญหาในชีวิตประจำวัน โดยใช้กลวิธีสอนสำหรับการปรับโครงสร้างหลักสูตรตาม แนวคิด Postmodernism โดย 1) สอนตามสภาพจริง 2) สอนตามแนวคิด DBAE 3) กำหนดเนื้อหาโดยให้ ผู้เรียนใช้แนวคิดแบบ Postmodernism ในการทำงานศิลปะ ร่วมกับการเรียนรู้ในการใช้ชีวิตประจำวัน (Milbrandt 1998)
กรณีศึกษาที่ 2 ได้นำเสนอแนวทางในการจัดกิจกรรมศิลปะแบบบูรณาการโดยนำแนวคิด Postmodernism ไปบูรณาการกับการจัดกิจกรรมศิลปะ ดังนี้
1) ใช้ประวัติศาสตร์ศิลป์เป็นแกนหลักของความรู้ในการบูรณาการกับการสอนวิชาอื่น
2) สอนความรู้และประสบการณ์แบบบูรณาการความรู้หลายสาขาวิชา
3) สอนศิลปะโดยเชื่อมโยงกับสังคมและประเด็นในสังคมตามความสนใจของผู้เรียน
4) สอนศิลปะ โดยกำหนดกิจกรรมจากประเด็นสำคัญในปัจจุบัน เช่น การปรับตัว สิ่งแวดล้อม การใช้เวลาอย่างมี ประสิทธิภาพ การเอาตัวรอด การใช้พื้นที่ว่างให้มีประสิทธิภาพ รวมถึงความเคลื่อนไหวของประเด็นปัญหาในสังคม เป็นต้น
5) สอนให้ทำงานศิลปะโดยใช้ทรัพยากรที่หลากหลาย เพื่อให้มีมุมมองในการทำงานแบบบูรณาการ และให้มีการอ้างอิงข้อมูล
6) สอนศิลปะโดยให้ผู้เรียนสำรวจปัญหาประเด็นสำคัญในสังคมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองโดยบูรณาการ และเชื่อมโยงกับหลักการที่หลากหลาย
7) สอนศิลปะโดยบูรณาการร่วมกับสาขาวิชาอื่นตามแนวคิดพหุปัญญาของ Gardner และสอนศิลปะร่วมกับรายวิชาอื่นโดยออกแบบกิจกรรม ศิลปะเพื่อแก้ปัญหาสังคม เป็นต้นอย่างไรก็ตามการจัดการเรียนการสอนศิลปะแบบบูรณาการนี้ผู้สอนควรมีความเข้าใจในประเด็นสำคัญของสังคมและมีแนวคิดในการสอนโดยเน้นการสร้างความร่วมมือ รวมถึงบูรณาการความรู้ร่วมกับรายวิชาอื่นด้วย (Ulbricht 1998)
ศิลปะร่วมสมัยของการศึกษาหลังสมัยใหม่
ศิลปะร่วมสมัย ถูกนิยามว่าเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นในภายหลังยุคของ ศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art) หรือที่เรียกกันว่า ยุคหลังสมัยใหม่ (Post-modernism) โดยเป็นทั้งผลสืบเนื่องและการปฏิเสธศิลปะสมัยใหม่ในเวลาเดียวกัน ซึ่งเริ่มนับช่วงเวลาทางศิลปะตั้งแต่ยุค 1960 หรือ 1970 จนถึงปัจจุบัน
ศิลปินร่วมสมัยในปัจจุบัน มักทำงานภายใต้บริบทของโลกที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภายใต้เทคโนโลยีอันก้าวหน้าและซับซ้อน ศิลปินเหล่านี้มักใช้สื่อทางศิลปะอันหลากหลาย ทั้ง จิตรกรรม ประติมากรรม, ภาพพิมพ์, ภาพถ่าย, ศิลปะวิดีโอ, ภาพยนตร์, ศิลปะจัดวาง, ศิลปะแสดงสด, ศิลปะดิจิทัล และ สื่อผสม ฯลฯ ศิลปะร่วมสมัยนั้นมีความหลากหลายและผสมผสาน ไม่ยึดติดกับหลักการหรือแนวคิดแบบใดแบบหนึ่ง ไม่มีอุดมการณ์กลาง หรือลัทธิใดๆ ที่ครอบงำโดยเฉพาะ ศิลปะประเภทนี้เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนาทางวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้องกับกรอบแนวคิดที่กว้างขึ้น เช่น อัตลักษณ์ส่วนบุคคลและวัฒนธรรม ความสัมพันธ์ในครอบครัว ชุมชน ชาติพันธ์ และการตั้งคำถามวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่สังคมการเมือง
ในบางครั้งบางที คำว่า “สมัยใหม่” กับ “ร่วมสมัย” นั้นมีความใกล้เคียงกัน จนทำให้เกิดความสับสนระหว่างคำว่า “ศิลปะสมัยใหม่” กับ “ศิลปะร่วมสมัย” สำหรับบางคนที่ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางศิลปะ บางองค์กรหรือสถาบันก็เปลี่ยนจากชื่อเดิมที่ใช้คำว่า ศิลปะสมัยใหม่ (Modern art) มาเป็น ศิลปะร่วมสมัย (Contemporary art) เนื่องจากมองว่าศิลปะสมัยใหม่เป็นขบวนการทางศิลปะในเชิงประวัติศาสตร์ ที่ไม่ใช่งานศิลปะในยุคสมัยปัจจุบัน คำจำกัดความของศิลปะร่วมสมัยจึงถูกอยู่กับปัจจุบันอยู่เสมอ ดังนั้น ผลงานที่ถูกเรียกว่าเป็นศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบัน ก็อาจไม่ได้เป็นศิลปะร่วมสมัยในอนาคตก็เป็นได้ ทำให้คนในวงการศิลปะ หอศิลป์ พิพิธภัณฑ์ นักวิจารณ์และนักวิชาการทางศิลปะบางคนต่างก็ลังเลที่จะแยกผลงานศิลปะทั้งสองรูปแบบออกจากกันอย่างชัดเจน
ถึงแม้ศิลปะร่วมสมัยจะเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก แต่ก็ส่งผ่านมาเป็นปรากฏการณ์ทางศิลปะในประเทศไทยเช่นเดียวกัน ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 – 2000 นับเป็นจุดเริ่มต้นของศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย ผ่านการทำงานของศิลปินร่วมสมัยรุ่นบุกเบิกอย่าง กมล เผ่าสวัสดิ์, มณเฑียร บุญมา ไมเคิล เชาวนาศัย, ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช, ฯลฯ ซึ่งเคยศึกษาเล่าเรียนและทำงานในวงการศิลปะในระดับสากล และกลับมามีบทบาท
การบูรณาการกับเทคโนโลยีดิจิทัลของการศึกษาหลังสมัยใหม่
ในยุคปัจจุบันได้มีความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในด้านการจัดการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ในระบบการศึกษามากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งทำให้เกิดแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยที่ไม่จำกัดเฉพาะในการเรียนการสอนในห้องเรียนเท่านั้น เครือข่ายการศึกษาเป็นสิ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนการสอนโดยใช้ไอซีทีหรือเทคโนโลยีได้เป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เนื่องจากสามารถใช้ได้ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ในชุมชน ห้องสมุด บ้าน และทุกสถานที่ที่มีการต่อเครือข่ายได้ นอกจากนั้นการใช้แหล่งเรียนรู้อื่นๆ ทั้งในลักษณะเชิงกายภาพและแหล่งเรียนรู้เสมือนจริงสามารถช่วยในการเรียนรู้เพื่อการศึกษาตลอดชีวิตและไร้ขอบเขตของทุกคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพของเด็กวัยเรียนให้มีความรู้ทางวิชาการ ทักษะ และสติปัญญา ที่สามารถศึกษาหาความรู้และต่อยอดองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง รวมทั้งสามารถปรับตัวให้รู้เท่าทันกับข่าวสารภายใต้บริบทแห่งการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีที่รวดเร็วจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาไปสู่ระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิตต่อไปการพัฒนาเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสาร หรือไอซีทีเป็นไปอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดความพยายามในการนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้มาประยุกต์ใช้ในการจัดการศึกษาเพื่อการศึกษามีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (Office of the Education Council Secretariat, 2011) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารจึงถือเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ สำหรับสร้างนวัตกรรมใหม่ทางการศึกษา จากนโยบายด้านการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการการเร่งนำเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้ในการปฏิรูปการศึกษา (Ministry of Commerce, 2013) โดยเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง และเอื้อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการเรียนรู้ทุกช่วงเวลา ซึ่งนโยบายการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาให้ก้าวสู่ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของสังคม และจะเป็นมิติของการสร้างกระบวนทัศน์เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบบการจัดการศึกษาในยุคปฏิรูปในทศวรรษที่ 21 ในปัจจุบัน (Office of the Basic Education Commission, 2012) จากการศึกษารูปแบบการสอนศิลปะ (ทัศนศิลป์) ในโรงเรียนประถมศึกษา พบว่า การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการเรียนการสอนนั้น เป้าหมายคือมุ่งเน้นการจัดเนื้อหาแสดงให้เห็นถึงการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ตีความ การอ่านออก เขียนได้ และคิดอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งครูผู้สอนจะต้องมีองค์ประกอบความรู้ด้านเทคโนโลยีเพื่อจัดรูปแบบให้มีความเหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียนยุคใหม่ เช่น ทักษะการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต การใช้เทคโนโลยีพื้นฐาน เป็นต้น
ซึ่งในประเทศไทยพบปัญหาสำคัญที่มีผลต่อการสอนศิลปะ (ทัศนศิลป์) ในโรงเรียนเกิดจากสาเหตุ คือ
1) ขาดแคลนครูผู้สอนเฉพาะทาง
2) ขาดแผนการจัดการเรียนรู้ที่มีมาตรฐาน
3) ขาดเครื่องมือที่เหมาะสมในการประเมินผล
4) ขาดแคลนตำราเรียน Bunmee
การใช้แหล่งเรียนรู้ออนไลน์ที่ส่งเสริมการเรียนการสอนศิลปะ (ทัศนศิลป์) โดยใช้เทคโนโลยีจะทำให้ผู้เรียนได้พบกับแหล่งข้อมูลที่หลากหลายและทันสมัย เกิดการเรียนรู้ได้ด้วยตนเองจากการปฏิบัติ ลงมือ หรือลองผิดลองถูกเอง ซึ่งแหล่งเรียนรู้ออนไลน์มีความสำคัญตรงที่เป็นแหล่งเรียนรู้ตามอัธยาศัยและสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ Rojsangrat (2000) กล่าวไว้ว่า การใช้งานอินเทอร์เน็ตมีผลต่อการเรียนการสอนศิลปะในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงตามกระแสเทคโนโลยี ซึ่งระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเป็นระบบสื่อประสมที่ประกอบไปด้วยภาพ เสียง และวิดีโอสั้น ๆ ประชากรสามารถใช้อินเทอร์เน็ตได้ในเวลาเดียวกันทั่วทุกมุมโลก ทำให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกช่วงเวลา ตามความสะดวก และตามความสนใจของผู้เรียนเอง การสอนศิลปะ (ทัศนศิลป์) แบ่งประเภทของศิลปะออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ การสอนศิลปะปฏิบัติ การสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ และการสอนศิลปวิจารณ์ โดยแต่ละกลุ่มมีวิธีการสอนในรูปแบบที่ต่างกัน การใช้เทคโนโลยีเข้ามาในการเรียนการสอนศิลปะ เช่น การเรียนการสอนผ่านระบบซูม (Zoom) กูเกิ้ลมีท (Google Meet) กูเกิ้ลคลาสรูม (Google Classroom) หรือเครือข่ายต่าง ๆ นั้น ผู้สอนต้องคำนึงถึงการนำเอาแหล่งเรียนรู้ออนไลน์สนับสนุนการเรียนการสอนทัศนศิลป์ในด้านเนื้อหาศิลปะ ซึ่งแหล่งเรียนรู้ต้องสามารถตอบสนองการเรียนรู้ที่เป็นทั้งเนื้อหาและกระบวนการเรียนรู้โดยปฏิบัติจริง (Learning by Doing) ทั้งการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี สามารถประยุกต์ใช้กับบางรายวิชา แต่ในรายวิชาศิลปะสามารถนำมาใช้ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น อาจจะยังไม่ครอบคลุม ตัวอย่างเช่น การสอนออนไลน์ทางด้านเนื้อหาในภาคทฤษฎี แต่การสอนด้านการปฏิบัตินั้น อาจจะต้องใช้รูปแบบที่สามารถทำให้ผู้เรียนเข้าใจได้และสามารถปฏิบัติงานตามความจุดประสงค์ที่ผู้สอนตั้งไว้หรือการใช้รูปแบบการอัดคลิปกิจกรรมศิลปะอาจจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจได้ แต่ผู้สอนก็จะต้องคำนึงถึงรูปแบบการวัดและประเมินผลเช่นกัน เมื่อนำเทคโนโลยีมาใช้จะต้องใช้ให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์ต่อผู้เรียน เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้พร้อมกับศตวรรษที่ 21 ที่ต้องก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกในปัจจุบัน
มุมมอง Postmodern ของการศึกษาหลังสมัยใหม่
เน้นความหลากหลาย การวิพากษ์ความรู้เป็นศูนย์กลาง และส่งเสริมให้ผู้เรียนสร้างความรู้และความหมายของตนเอง ให้ความสำคัญกับความหลากหลาย ผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ต่างมีเอกลักษณ์ของตน การเรียนรู้ต้องมีการปรับเปลี่ยนโดยคำนึงถึงผู้เรียน บุคคลากรแต่ละคนมีความเป็นเอกลักษณ์ในด้านความสามารถและทักษะในการทำงานที่แตกต่างกัน สนับสนุนการยอมรับและให้คุณค่ากับมุมมอง วัฒนธรรม และประสบการณ์ที่แตกต่างมีความหลากหลาย เพื่อสร้างความเท่าเทียมทางสังคมและขจัดอคติ การเรียนรู้ไม่ได้มาจากการรับความรู้สำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว แต่มาจากการตีความประสบการณ์ของตนเองและผู้อื่น ซึ่งนำไปสู่การสร้างความรู้ที่หลากหลาย นักสังคมวิทยาหลังสมัยใหม่เน้นย้ำถึง
- โรงเรียนควรปรับตัวให้เข้ากับเศรษฐกิจโลก และตลาดแรงงานที่หลากหลาย
- หลักสูตรที่มีความหลากหลายมากขึ้นและเน้นวัฒนธรรมชาติใดชาติหนึ่งน้อยลง
- รูปแบบความรู้ที่แตกต่างกันมากขึ้น
บุคคลสำคัญในต่างประเทศ
Paul-Michel Foucault
นักประวัติศาสตร์แนวความคิด และนักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ผู้เป็นทั้งนักเขียนนักวิจารณ์วรรณกรรมนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและครู เน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจกับความรู้และเสรีภาพเป็นหลัก แนวคิดของเขาคือแท้ที่จริงแล้วมนุษย์เป็นเพียง Object ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของวาทกรรม และบทบาทของทุกคนเป็นไปตามวาทกรรมที่ครอบงำยุคสมัยของผู้คนในยุคสมัยนั้นจะเชื่อกระแสหลักในสังคม ซึ่งโยงถึงการการใช้อำนาจกับความรู้วิธีใช้อำนาจเพื่อควบคุมและกำหนดสิ่งต่าง ๆ แท้จริงแล้วเป็นเพียงเครื่องมือควบคุมสังคมผู้ใดมีความรู้ก็สามารถมีอำนาจในการควบคุม อาจจะนำไปใช้ในการขดขู่ และควบคุมผู้คนที่ถูกหล่อหลอมมาจนกลายเป็บบรรทัดฐานทางสังคม
Jacques Derrida
เป็นนักปรัชญาชาวฝรั่งเศษ ที่มีชื่อเสียงในด้านการพัฒนาทฤษฎีที่ว่าด้วยการรื้อสร้างซึ่งเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ และการทำลายโครงสร้างเดิม ภาษามีความหมายที่ไม่ตายตัวต้องพิจารณาบริบทหรือความหมายที่เกี่ยวกับคำอื่น ๆ แนวคิดของเขาคือไม่มีความจริงสมบูรณ์ตายตัวความจริงเป็นสิ่งสัมพันธ์และมีอยู่อย่างหลากหลาย และจุดที่ความจริงดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้ก็คือความหลากซึ่งจะนำไปสู่ความหลากหลายของวิทยาการ เปิดใจรับฟังความคิดเห็นหรือความจริงของผู้อื่น เมื่อเวลาผ่านไปความจริงมักมีความเคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนไม่เหมือนกัน
Martin Heidegger
นักปรัชญาชาวเยอรมัน ที่รู้จักกันดีในฐานะผู้มีส่วนสนับสนุนในด้านปรากฏการณ์วิทยาการตีความ และการดำรงอยู่ของแนวคิดของเขาการสร้างแนวคิดเรื่องปรากฏการณ์วิทยาอัตถิภาวนิยม ซึ่งสรุปว่า เราสร้างความจริงของเราเองจากภายใน ตรงข้ามกับทฤษฎีที่สนับสนุนความจริงสากลข้อเดียว นอกจากนี้เขายังอนุมานว่า เราไม่ได้เกิดมาในความเป็นจริงที่มีอยู่ แต่สร้างความเป็นจริงของเราเองตามการมีส่วนร่วมของเราในโลก และตามสัญชาตญาณโดยกำเนิดของเรา
George Bataille
เป็นนักปรัชญาและปัญญาชนชาวฝรั่งเศสผู้โดดเด่น เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1897 และเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1962 เขาเป็นที่รู้จักจากงานเขียนที่หลากหลาย ทั้งเรียงความ นวนิยาย และบทกวี ซึ่งสำรวจหัวข้อที่หลากหลาย เช่น เพศวิถี ลัทธิลึกลับเหนือจริง และการล่วงละเมิด ผลงานของเขามีอิทธิพลอย่างมากต่อปรัชญาและทฤษฎีสังคมยุคหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งลัทธิหลังโครงสร้างนิยม และมีอิทธิพลต่อศิลปะและปรัชญาของลัทธิ Surrealism และ Deconstruction
Baudelaire
เป็นกวี นักแปล และนักวิจารณ์ชาวฝรั่งเศส (ค.ศ. 1821–1867) ที่มีชื่อเสียงจากผลงานรวมบทกวี Les Fleurs du mal (ดอกไม้แห่งความชั่วร้าย) แสดงถึงความงามอันน่าสยดสยอง และความเปราะบางของชีวิตในมหานครปารีสยุคใหม่ เขาเชื่อในแนวคิดเรื่องอัจฉริยบุคคล (genius) ความมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เขายังให้ความสำคัญกับการแสดงออกทางอารมณ์ และการสื่อความรู้สึกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านลบหรือบวกผ่านงานสร้างสรรค์ โดยเขาเห็นว่า ศิลปะนั้นไม่จำเป็นต้องสั่งสอนปรัชญา หรือความคิดทางสังคมการเมืองกับใคร ศิลปะมีหน้าที่ทางอารมณ์ และจำเป็นต้องคงความลึกลับไว้ ให้ผู้ชมทำหน้าที่ค้นหาความหมายด้วยตัวเอง
Jean-François Lyotard
เขาเป็นนักปรัชญาที่รู้จักดีที่สุดจากการแสดงออกถึงแนวคิดหลังสมัยใหม่ หลังช่วงปลายทศวรรษ 1970 และการวิเคราะห์ผลกระทบของแนวคิดหลังสมัยใหม่ต่อสภาพของมนุษย์ แนวคิดมนุษย์มิใช่ระบบเหตุผลที่ตายตัวและมิได้มีไว้เพื่อจัดระเบียบโลก แต่ความคิดของมนุษย์มีไว้เพื่อการไตร่ตรองต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เขาปฏิเสธความคิดเกี่ยวกับทฤษฎีสากลนิยมมนุษย์ดำรงอยู่ในสภาวะเคลื่อนที่ไปตามจังหวะและไม่มีลำดับที่ตายตัว การกระทำของมนุษย์จึงมีลักษณะแตกกระจัดกระจายและท้าทายกฎระเบียบ แต่ต้องอยู่ภายใต้ระบบเหตุผลวิทยาศาสตร์ที่เต็มไปด้วยการปิดกั้นและสร้างขอบเขตทางความคิด ระบบเหตุผลเปรียบเหมือนเครื่องมือของการควบคุม ทางเดินของสังคมที่ใช้ระบบเหตุผลวิทยาศาสตร์จึงเป็นทางเดินที่ถูกบังคับ
บุคคลสำคัญในไทย
กมล เผ่าสวัสดิ์ เป็นศิลปินผู้บุกเบิกศิลปะร่วมสมัยใหม่ชาวไทย
แนวคิดศิลปะเชิงคอนเซ็ปชวล ศิลปะจัดวาง และวิดีโออาร์ตของไทยคำนึงพื้นที่จัดแสดงเป็นหลัก เพื่อให้ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมและปฎิสัมพันธ์กับผลงาน
มณเฑียร บุญมา
ศิลปินผู้บุกเบิกศิลปะร่วมสมัยชาวไทยแนวคิดแนวทางศิลปะคอนเซ็ปชวลอาร์ตของตะวันตกเข้ากับปรัชญาตะวันออกและพุทธศาสนา
ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช ศิลปินร่วมสมัยชาวไทย
ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในแกนนำคนสำคัญของศิลปะแขนงใหม่ที่เรียกว่า “สุนทรียศาสตร์เกี่ยวเนื่อง” Relational Aesthetics ซึ่งเป็นลัทธิศิลปะแขนงใหม่ ศิลปินใช้กระบวนการทางความคิดผสมผสานศิลปะหลากหลายเทคนิค และให้คนดูมีส่วนร่วมในงานคือ “สร้างความหมาย” และ “ตีความ” ศิลปะด้วยตัวเอง เน้นถึงกระบวนการให้คนดูมีส่วนร่วมในกิจกรรม
นักปรัชญาทางการศึกษา
จอห์น ดิวอี้ ( John Dewey )
นักปรัชญาและนักการศึกษาแบบอนุรักษ์ เน้นให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้สถานการณ์จริง และยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Child-centered Curriculum) ยึดถึงความสนใจของผู้เรียนเป็นตัวกำหนดสิ่งที่จะให้เรียน เน้นการฝึกการกระทำ (Learning by doing) เพื่อเกิดประสบการณ์โดยตรงใช้กระบวนการแก้ไขปัญหา
1. หลักการทางการศึกษา คือ
– ทฤษฎีการศึกษาปรัชญาพิพัฒนนิยมซึ่งได้ชื่อว่าเป็น “หนทางก้าวหน้าไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคมและวัฒนธรรม” (Progressive Road to Culture) มีหลักการสำคัญ 6 ประการคือ
– การศึกษาคือชีวิต ไม่ใช่การเตรียมตัวเพื่อการดำเนินชีวิต
– การศึกษาควรจะจัดให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียน
– การเรียนรู้โดยวิธีการแก้ปัญหา มีความสำคัญมากกว่าการเรียนโดยวิธีท่องจำ
– เนื้อหาบทบาทของครูควรจะเป็นที่ปรึกษา ไม่ใช่ผู้บงการหรือออกคำสั่ง
– โรงเรียนควรจะส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือมากกว่าการแข่งขัน
– วิถีชีวิตและค่านิยมประชาธิปไตย
2. ทฤษฎีธรรมชาติเกี่ยวกับองค์ความรู้
2.1 จิตนิยมเชิงอัตวิสัย (Subjective Idealism) เชื่อว่าสิ่งที่เรารู้ทั้งปวงขึ้นอยู่กับจิตตัวเอง
2.2 ปรากฏการณ์นิยม (Phenomenalism) เชื่อว่าความรู้ที่เป็นไปได้ปรากฎเท่านั้น
2.3 จิตนิยมเชิงปรวิสัย (Objective Idealism) เชื่อว่าวัตถุทุกชนิดเป็นจริงด้วยตัวของมันเอง แต่ไม่เป็นอิสระจากจิตโดยสิ้นเชิง
2.4 จิตนิยมเชิงอัตวิสัย (Subjective Idealism) เชื่อว่าสิ่งที่เรารู้ทั้งปวงขึ้นอยู่กับจิตตัวเอง
2.5 ปรากฏกาณ์นิยม (Phenomenalism) เชื่อว่าความรู้ที่เป็นไปได้ คือ กับปรากฏการณ์เท่านั้นความรู้เกี่ยวกับวัตถุนั้นหรือสิ่งนั้นเป็นความรู้ตรงและขึ้นอยู่กับการคิดของจิต
2.6.จิตนิยมเชิงปรวิสัย (Objective Idealism) เชื่อว่าวัตถุทุกชนิดเป็นจริงด้วยตัวของมันเอง แต่ไม่เป็นอิสระจากจิตโดยสิน
3. สัจนิยม ( Realism ) เชื่อว่าสัมผัสหรือประสบการณ์เข้าถึงความจริง
3.1 สัจนิยมแบบผิวเผิน (Native Realism) เชื่อว่าความจริงเป็นเอกเทศในตัวมันเองไม่ ขึ้นกับการรับรู้ของจิตหรือผู้รู้ และปรากฏต่อประสาทตามที่เห็น คิด ความรู้เกิดจากการที่จิตถ่ายแบบ หรือลอกแบบสิ่งภายนอกพร้อมทั้ง คุณภาพทุกอย่าง ความเป็นจริงของแต่ละสิ่งอย่างไรสามารถถ่ายแบบได้หมด ขนาด สี รูปร่าง เสียง อุณหภูมิ ที่มีจริงของวัตถุภายนอก มิใช่เป็นสิ่งที่จิตสร้างขึ้น
3.2 สัจนิยมแบบตัวแทน (Representative) เชื่อว่าไม่สามารถเข้าถึงความจริงโดยตรง ข้อมูลเป็นตัวแทนของความจริง เช่น มโนคติเกิดจากการรับรู้มองเห็นไตร่ตรองเป็นข้อมูลภายใน ซึ่งจะเกิดไม่ได้หากไม่ผ่านประสาทสัมผัสมาก่อน
3.3 สัจนิยมใหม่ (Pragmatism) เชื่อว่าทั้งประสบการณ์และเหตุผลต่างมีส่วนเข้าถึงความจริง
4. ปฏิบัตินิยม (Pragmatism) เชื่อว่าความรู้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิต ความคิดเป็นเครื่องมือของการกระทำ ความคิดที่เอาไปใช้ไม่ได้ก็เป็นสิ่งไร้ความหมาย การรู้ การจำ และจินตนาการก็คือ การปรับตัวให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม
ฌอง-ฌาคส์ รุสโซ (Jean-Jacques Rousseau) นักปรัชญาการศึกษาเน้นให้ผู้เรียนเน้นการเรียนรู้ด้วยตนเองศึกษาเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ตามธรรมชาติของการศึกษาของเด็ก โดยให้เด็กเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงใช้ความรู้สึกตามอารมณ์ของผู้เรียนให้มีความกระตือรือร้นมีเหตุผล ไม่เน้นการท่องจำผ่านตำราเรียนเพียงอย่างเดียว
แนวคิดการศึกษาเชิงลบคือ แนวคิดให้เด็กเรียนรู้ประสบการณ์ความล้มเหลวด้วยตัวเอง โดยไม่โดนแทรกแซงจากผู้ใหญ่ ส่งเสริมการเล่นอย่างอิสระ เกิดจากการสังเกตโดยตรงและให้ความสำคัญกับปัจเจคบุคคล
วิธีการสอน ประสบการณ์และการสังเกต เพราะเด็กควรได้รับประสบการณ์ก่อนการแสดงออกและวัถุก่อนคำพูดให้ความสำคัญกับความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ จากคำพูดที่ว่า อย่าให้เด็กเรียนรู้อะไรจากหนังสือเลยเพราะพวกเขาสมารถเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ได้
การเรียนรู้ด้วยการปฎิบัติ สนับสนุนการปฎิบัติมากกว่าทฤษฎีเพราะเชื่อว่าการปฎิบัตินั้นอยู่ถาวรมากกว่าความรู้
วิธีการเล่น เน้นการเล่นอย่างอิสระจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกายและสติปัญญาดังนั้นคิดว่าการเล่นอย่างอิสระอย่างธรรมชาติจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด
วิธีการแบบฮิวริสติก เตรียมพร้อมการต้องการของเด็กสำหรับการค้นคว้าพบเจอสิ่งใหม่ วิธีนี้จะเป็นการค้นพบและวิธีการแก้ปัญหาในการศึกษา
จุดมุ่งหมายตามแนวคิดคือการศึกษาจากการพัฒนาศักยภาพและพลังภายในและควรเกิดอย่างเป็นธรรมชาติเป็นเป้าหมายสำคัญ ทั้งยังผ่านจากการสัมผัสจะช่วยให้เด็กพัฒนาและฝึกฝนประสาทสัมผัสของตัวเองและยังถือว่าการพัฒนาด้านสติปัญญาเป็นเป้าหมายของการศึกษาเด็กควรได้รับการฝึกฝนทางด้าน วิทยาศาสตร์กายภาพ คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์และทางด้านภาษา กระบวนการทั้งหมดนี้ไม่ใช่เพียงแค่ผู้สอนแต่ยังเป็นผู้ที่สร้างแรงบันดาลใจและสำรวจศักยภาพของผู้เรียนออกมาอย่างโดดเด่นโดยกำเนิดของผู้เรียน
นักปรัชญาการศิลปศึกษาของไทย
วิรุณ ตั้งเจริญ
การบูรณาการแนวคิดจากทฤษฎีพหุปัญญา (Theory of Multiple Intelligences) ของโฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gradner) และการสร้างสรรค์งานศิลปะ โดยเลือกสื่อแสดงออกที่หลากหลาย อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างประกอบเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น สี วัสดุ ร่างกาย เสียง ภาษา เป็นการแสดงออกจากสภาพการรู้คิดและจินตนาการ เพื่อสะท้อนสุนทรียภาพ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรม
การจัดการเรียนรู้แบบพหุศิลปศึกษาเชิงหลังสมัยใหม่ (Post – Modern Arts Education) แนวคิดของกลุ่มหลังสมัยใหม่ ให้ความสำคัญกับการบูรณาการความคิดในการสร้างงานศิลปะด้วยสื่อที่หลากหลาย ปราศจากกำแพงกั้นระหว่างประเภทของศิลปะตามความคิดแบบเก่า หรือข้อกำจัดเรื่องการใช้สื่อในการแสดงออก การรับรู้ และจินตภาพในรูปแบบงานที่ไม่อาจสรุปได้ว่าเป็นชนิดหรือประเภทใด มุ้งเน้นรูปแบบการเรียนรู้เชิงบูรณาการ โดยไม่ยึดติดกับรูปแบบ เนื้อหา หรือความสำคัญของศาสตร์นั้น อาศัยสาระสำคุญของศาสตร์ต่างๆเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ ให้ความสำคัญกับการค้นพบเพื่อการสร้างสรรค์ รูปแบบการเรียนการสอนไม่จำกัดอยู่แต่ในห้องเรียน ในพื้นที่ของสถานศึกษา แต่เปิดกว้างให้ผู้เรียนได้รับโอกาสในการเรียนรู้จากสิ่งต่างๆ รอบตัว มุ่งเน้นให้เกิดการรับรู้ ตระหนักรู้และเห็นความสำคัญของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
วิธีการและการสอนใหม่ สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองของนามธรรมหลังสมัยใหม่ และปรับให้เข้ากับโลกศิลปะที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ด้วยเทคโนโลยีและการแพร่กระจายความคิดอย่างรวดเร็วการเคลื่อนไหวทางศิลปะสามารถเกิดขึ้นก่อนที่เราจะรู้ตัวว่ามีอยู่จริง
ชลูด นิ่มเสมอ ศิลปะเพื่อพัฒนามนุษย์ (Art for Human Development)
“ ศิลปะคือการฝึกจิต ฝึกใจ ให้รู้จักความดี ความงามและความจริง” ศิลปะไม่ใช่เพียงการวาดให้สวย แต่คือกระบวนการพัฒนาความเป็นมนุษย์เป็นแนวคิดใกล้เคียง Postmodern ที่มองศิลปะเป็นประสบการณ์ชีวิต ( Art Experience) การเรียนศิลปะจึงควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียน แสดงออกทางอารมณ์ ความคิดและคุณธรรม
ศิลปะเป็นการเรียนรู้แบบไม่มีกรอบตายตัว
“อย่าสอนให้เหมือนเรียนคณิตศาสตร์ ให้เด็กได้คิด ได้ลองและได้ผิด” ศิลปะควรปลอดจากการจำกัดทางรูปแบบ ผู้เรียนควรมีเสรีภาพในการตีความและสร้างสรรค์ ครูศิลปะจึงไม่ใช่ผู้สอนเทคนิคเท่านั้น แต่เป็นผู้นำความคิด
ศิลปะเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมและชีวิตจริง
“ศิลปะต้องไม่หลุดจากรากเหง้า แต่ต้องเติบโตตามกาลเวลา” เน้นให้ผู้เรียนเข้าใจศิลปะไทยในฐานะ มรดกทางวัฒนธรรม ไม่ปฏิเสธความร่วมสมัยหรืออิทธิพลต่างชาติ ส่งเสริมให้ผู้เรียนตีความเป็นไทยใหม่ ด้วยมุมมองของตนเอง
ศิลปะกับคุณธรรมและจิตวิญญาณ
การเรียนศิลปะคือการขัดเกลาจิตใจ การสร้างสรรค์ศิลปะต้องมาจาก ใจสงยและซื่อสัตย์ต่อความรู้สึก เน้นความสัมพัทธ์ระหว่าง ศิลปะ ศีลธรรม จิตใจ