ช่วงการจัดการระบบศึกษา
(พ.ศ. 2411-2521)

การตั้งโรงเรียนตามแบบตะวันตก, การสอนศิลปหัตถกรรม, การบรรจุศิลปะในหลักสูตร

ประวัติและความเป็นมาของหลักสูตรศิลปศึกษาในประเทศไทย

การจัดการเรียนการสอนศิลปะในประเทศไทยนั้น ช่วงแรกได้รับอิทธิพลมาจากยุโรป เนื่องจากระบบการศึกษาเป็นไปตามแนวคิดของยุโรป ต่อมาเมื่อสหรัฐอเมริกาเข้ามามีบทบาทในโลกเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับบุคคลสำคัญในประเทศได้ไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา การจัดการศึกษาในประเทศไทยจึงได้รับอิทธิพลจากสหรัฐอเมริการเพิ่มมากขึ้น ศิลปศึกษาในประเทศไทยจึงมีลักษณะของแนวคิดและการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการตามแนวคิดของการจัดการศึกษาแบบยุโรปและสหรัฐอเมริกาเป็นสำคัญ ซึ่งในบทนี้จะเป็นการนำเสนอถึงความเคลื่อนไหว ความสำคัญของศิลปศึกษาในประเทศไทย และปรัชญาของหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนศิลปศึกษาในประเทศไทยในแต่ละช่วงเวลาดังนี้

ช่วงที่ 1 การจัดระบบศึกษา ( พ.ศ. 2411 – 2521 )

          ช่วงสร้างระบบการศึกษา เป็นช่วงที่การศึกษาได้รับอิทธิพลมาจากตะวันตก เนื่องจากในสมัยรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2411 – 2453) ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากทั้งยุโรปและสหรัฐอเมริกา ทำให้มีแนวคิดในการจัดการศึกษาแบบใหม่ โดยการปฏิรูปการศึกษาเน้นวัตถุประสงค์สำคัญ 3 ประการ คือ

1) ผลิตคนเข้ารับราชการ เพื่อตอบสนองความต้องการของภาครัฐที่เพิ่มขึ้น

2) เพื่อให้ประชาชนมีความรู้ สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ โดยเฉพาะหลังจากการเลิกทาส เพื่อป้องกันการกลับไปเป็นทาส

3) เพื่อให้เด็กได้ใกล้ชิดพระพุทธศาสนาเพิ่มมากขึ้น จะได้เป็นประชาชนที่มีพื้นฐานในการศึกษาศาสนาต่อไป

ด้วยแนวคิดดังกล่าว นำไปสู่การจัดตั้ง กระทรวง กรม โรงเรียนและแผนการศึกษาชาติขึ้น ดังจะเห็นได้จาก พ.ศ. 2414 มีการตั้ง “โรงเรียนหลวง” หรือ “โรงสกูล” ขึ้นในพระบรมมหาราชวังเป็นครั้งแรกสำหรับสอนภาษาไทยและสอนเลขสำหรับเด็กที่เป็นมหาดเล็ก และตั้ง “โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ” เพื่อสอนภาษาให้แก่เจ้านายสำหรับใช้ในการเจรจากับชาวต่างประเทศและผู้แทนของต่างประเทศ การจัดตั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นของการปรับตัวตามอิทธิพลตะวันตก โดยเน้นการรู้หนังสือและอบรมสั่งสอนขนบธรรมเนียมข้าราชการ การรู้หนังสือขยายตัวไปสู่วิชาเลข ประวัติศาสตร์ บัญชี ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ แต่ยังไม่พบหลักฐานว่ามีการเรียนการสอนศิลปะในระบบโรงเรียน การจัดตั้งโรงเรียนหลวงและโรงเรียนสอนภาษาอังกฤษมีความแตกต่างไปจากโรงเรียนแบบโบราณหรือโรงเรียนวัด เนื่องจากมีสถานที่เรียนจัดไว้ให้เฉพาะ มีฆราวาสเป็นครูและสอนตามเวลาที่กำหนด สอนภาษาไทย ภาษาต่างประเทศและวิชาอื่น ๆ ที่ไม่เคยสอนในโรงเรียนแบบโบราณ มีการรับนักเรียนไว้เฉพาะเพื่อจะได้ฝึกฝนเล่าเรียนให้รู้หนังสือ รู้จักคิดเลขและเรียนรู้ขนบธรรมเนียม จนกระทั่ง พ.ศ. 2427 ได้สถาปนาโรงเรียนสำหรับราษฎร์ขึ้นแห่งแรกในประเทศไทย และปีพ.ศ. 2428 ได้จัดตั้งโรงเรียนสำหรับประชาชนขึ้นในวัด โดยเริ่มมีพระภิกษุสงฆ์เป็นครูสอนในระยะแรก ก่อนจะให้มิชชันนารีมาทำหน้าที่แทนเมื่อจำนวนโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้การจัดระบบการศึกษาทั่วประเทศมีเอกภาพ จึงมีการสถาปนากรมศึกษาธิการขึ้นในปี พ.ศ. 2430 เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบ และบริหารจัดการระบบการศึกษาของชาติอย่างเป็นทางการ

Tuemaster.com. (2563, 19 เมษายน). ภาพประกอบโรงเรียนหลวง โรงเรียนแห่งแรกของเมืองไทย.

ธเนศ ขำเกิด. (2563, 20 เมษายน). การจัดตั้งกรมศึกษาธิการ. GotoKnow

อานนท์ วิชานนท์.(2568,1 เมษายน). ภาพประกอบกระทรวงการศึกษาธิการ. ศธ.360 องศา

ช่วงที่ 2 ช่วงเริ่มสอนศิลปะ ( พ.ศ. 2435 – 2475 )

Thai PBS. (2566,7 มกราคม). ครบรอบ 110 ปี โรงเรียนเพาะช่าง โรงเรียนศิลปะแห่งแรกของประเทศไทย

ในประเทศไทยได้เริ่มขึ้นราวพ.ศ.2435 เมื่อมีการตั้งกระทรวงธรรมการ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นกรมศึกษาธิการ และประกาศแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับแรก มีวัตถุประสงค์พัฒนาผู้เรียนด้านสติปัญญา จิตใจ ร่างกาย และการเข้าสังคม แต่ยังไม่มีการสอนศิลปะ กระทรวงธรรมการจึงตั้งโรงเรียนฝึกหัดอาจารย์ เพื่อผลิตครูและเริ่มจัดการเรียนการสอนศิลปะแบบ “ช่างฝึกหัด” ต่อมาในปี พ.ศ. 2438-2450 เริ่มสอนวิชาเขียนภาพและเรขาคณิต รับนักเรียนศิลปะและจัดตั้งกองช่างแกะไม้รวมถึงจัดการศึกษาด้านช่างศิลปหัตถกรรมโรงเรียนเพาะช่างและมหาวิทยาลัยศิลปากรเกิดขึ้นเพื่อฝึกครูและนักเรียนด้านศิลปะ ระหว่าง พ.ศ. 2452-2459 การศึกษาถูกแบ่งเป็นหลายระดับ ตั้งแต่มูลศึกษาประถม มัธยม และมัธยมสูง เริ่มมีวิชาศิลปะในระดับประถมและมัธยมเป็นวิชาเลือก โดยเน้นการวาดเขียน และฝีมือช่าง สอดคล้องแนวคิดตะวันตก ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีการปรับหลักสูตรและจัดตั้งโรงเรียนเพาะช่างอย่างเป็นทางการพร้อมแบ่งการสอนออกเป็นหลายแผนกและหลายวิชา เช่น ภาพร่าง ลายไทย ลายฝรั่ง วาดเส้น ช่างแกะและเรขาคณิต รวมถึงมีการฝึกหัดครูชาย-หญิงในระดับต่าง ๆ นอกจากนี้ยังเชิญช่างผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ เช่น Mr. Corodo Feroci ชาวอิตาเลียน มาสอนและถ่ายทอดความรู้ด้านศิลปะให้ประเทศไทย จนถึง พ.ศ. 2471 แม้การศึกษาประเทศไทยจะยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับศิลปะในหลักสูตรโดยรวม แต่เป็นช่วงวางรากฐานสำคัญของการเรียนการสอนศิลปะในระบบการศึกษาประเทศไทย

Silpa-Mag.com (2563,28 กันยายน).มหาวิทยาลัยศิลปากร

ช่วงที่ 3 ช่วงสมัยนิยมศิลปศึกษา (พ.ศ. 2475 – 2521)e

ช่วงนี้เป็นระยะของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มีการปฏิรูประบบ หน่วยงาน และการทำงานหลายด้าน ในหลักสูตร พ.ศ. 2475 จึงได้มีการนำวิชาศิลปะกลับมาอยู่ในหลักสูตรและจัดให้สอนเป็นวิชาบังคับ มีการสอนวาดเขียน ทำงานฝีมือและสอนขับร้องด้วย กระทั่งพ.ศ. 2477 กรมศิลปากรได้รับมอบหมายให้ตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรม โดยแต่งตั้งให้ Mr. Corodo Feroci เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนและทำหน้าที่สอนศิลปะทั้งทางด้านภาคทฤษฎี และปฏิบัติเพื่อสอนศิลปหัตถกรรมสำหรับนักเรียนเป็นแห่งแรก ต่อมา พ.ศ. 2486 โรงเรียนศิลปากรแผนกช่างได้รับการยกฐานะให้เป็นมหาวิทยาลัยศิลปากร มีหลักสูตรสำหรับสอนนักศึกษาระดับอุดมศึกษา ในระยะแรกใช้หลักสูตรแบบยุโรปในการจัดการเรียนการสอน เรียกว่า หลักสูตรแบบ Academy เป็นหลักสูตรที่เน้นการวาดภาพแบบเหมือนจริง มี Mr. Corodo Feroci เป็นคณบดีคนแรกและเป็นอาจารย์ผู้สอน ต่อมา พ.ศ. 2487 Mr. Corodo Feroci จึงได้เปลี่ยนชื่อเป็น “ศิลป์ พีระศรี”

หลักสูตร พ.ศ. 2491 มีการกำหนดให้สอนศิลปะในระดับอุดมศึกษา 1 ชั้น ตามหลักสูตรแต่ในทางปฏิบัติไม่ได้มีการสอนตามหลักสูตรที่กำหนดไว้ พ.ศ. 2492 อาจารย์ศิลป์ได้จัดให้มีงานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก มีการแสดงผลงานด้านจิตรกรรม ประติมากรรม ศิลปะประยุกต์ และมัณฑนศิลป์ เริ่มให้ความสำคัญกับการสอนศิลปะเพิ่มมากขึ้นจึงกำหนดให้มี “วิชาวาดเขียน” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฝึกการสังเกต ฝึกการใช้สี ทำงานศิลปะเพื่อให้รู้จักรักสวยรักงาม สร้างความเพลิดเพลิน และฝึกการทำงานให้มีความละเอียดประณีต แสดงให้เห็นได้จากการกำหนดเนื้อหาให้สอนเพิ่มขึ้น เช่น สอนการระบายสี การประดิษฐ์ลวดลาย การเขียนลายไทย และการออกแบบ เป็นต้น ต่อมา พ.ศ. 2495 มีการตั้ง “โรงเรียนศิลปศึกษา” ขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมนักเรียนมัธยมเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยศิลปากร

หลักสูตร พ.ศ. 2498 เป็นหลักสูตรที่มีความสำคัญต่อวงการศิลปศึกษา เนื่องจากมีการจัดรายวิชาศิลปะให้เป็นหมวดวิชาเลือกในหลักสูตร โดยใช้ชื่อว่า “ศิลปศึกษา” ขึ้นเป็นครั้งแรก นอกจากนี้ยังมีการกำหนดให้รายวิชาศิลปศึกษามีจำนวนชั่วโมงเรียนเทียบเท่ากับรายวิชาสังคมศึกษาแขนงหนึ่ง ซึ่งในอดีตการเรียนการสอนศิลปะเป็นเพียงรายวิชาที่แทรกอยู่ในหมวดเบ็ดเตล็ด หลักสูตรนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของรายวิชาศิลปศึกษา และจัดให้มีรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับศิลปะสาขาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาผู้เรียนที่อยู่ในหมวดศิลปศึกษาด้วย โดยกำหนดให้มีวิชาเลือก 4 วิชา คือ

1) วิชาดนตรี – ขับร้อง

2) วิชาเขียนภาพ วิชาการปั้นและสลัก

3) วิชาการประพันธ์และวิชาการละคร

4) วิชาเลือก ซึ่งประกอบด้วยเครื่องไม้ เครื่องโลหะ เครื่องดิน เครื่องไม้ไผ่ งานกระดาษสา และงานทอ

พ.ศ. 2501 การปรับปรุงหลักสูตรครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของศิลปศึกษาเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการกำหนดให้ศิลปะเป็นวิชาบังคับในหลักสูตร ซึ่งประกอบด้วย “ศิลปศึกษา” และ “ศิลปะปฏิบัติ” ต่อมาจึงได้ประกาศใช้หลักสูตรนี้อย่างเป็นทางการใน พ.ศ. 2503 ด้านโรงเรียนเฉพาะทางศิลปะ คือ โรงเรียนศิลปศึกษานั้นต่อมา พ.ศ. 2519 ได้รับการยกฐานะจากโรงเรียนให้เป็น “วิทยาลัยช่างศิลป” มีการจัดการเรียนการสอนโดยใช้หลักสูตร 3 ปี สอนเฉพาะแผนกจิตรกรรม และประติมากรรม

นอกจากนี้ระหว่างการใช้หลักสูตรดังกล่าวยังมีการปรับปรุงหลักสูตร พ.ศ. 2503 เรื่อยมา จนกระทั่งได้หลักสูตรพ.ศ. 2521 ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ประกอบด้วยหลักสูตรระดับประถมศึกษา มีการจัดให้วิชาศิลปะอยู่ในหมวดเสริมประสบการณ์ชีวิต และในหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นได้กำหนดให้วิชาศิลปะอยู่ในกลุ่มวิชาพัฒนาบุคลิกภาพ และมีการจัดทำหลักสูตร พ.ศ. 2521 ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา โดยในระดับประถมศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ แสดงออกทางการทำงานศิลปะได้ตามความถนัด เห็นความสำคัญของคุณค่าของศิลปะ ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เน้นการทำงานให้สนุกสนานเพลิดเพลินสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้ และสามารถนำศิลปะไปประยุกต์ใช้โดยแสดงให้เห็นคุณค่าและรสนิยมที่ดีได้ สำหรับระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นการพัฒนาความสามารถทางศิลปะของบุคคล สำรวจความสนใจ ความถนัด สร้างความรู้ ความเข้าใจ เห็นคุณค่า เน้นความสัมพันธ์ของศิลปะกับชีวิตประจำวัน พัฒนาบุคลิกภาพ การแสดงออก ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ สร้างงานอดิเรก และสร้างอาชีพ รวมถึงผ่อนคลายอารมณ์ ต่อมามีการปรับปรุงหลักสูตรทั้งระดับประถมและมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นหลักสูตรประถมศึกษา พ.ศ. 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) มีการจัดวิชาศิลปศึกษาให้อยู่ในกลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัย

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเน้นความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ในการทำงานศิลปะ มีทักษะ มีเจตคติที่ดี เห็นคุณค่าของความงาม มีความมั่นใจในตนเอง และรู้จักชื่นชมความสามารถของตนเอง ส่วนหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พ.ศ. 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) มีการจัดให้วิชาศิลปศึกษาอยู่ในกลุ่มวิชาพัฒนาบุคลิกภาพ เน้นให้ผู้เรียนนำศิลปะไปใช้พัฒนาลักษณะนิสัยของตนเอง สำรวจความสนใจในศิลปะ เห็นคุณค่า และความสำคัญของศิลปะในชีวิตประจำวัน พัฒนาบุคลิกภาพให้มีรสนิยม รู้จักแสดงออก ค้นคว้า ทดลอง สร้างสรรค์ ร่วมมือกับส่วนรวม อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย นำไปสู่การสร้างงานอดิเรกและพัฒนาอาชีพ รวมถึงผ่อนคลายทั้งด้านอารมณ์และจิตใจ

ต่อมาเมื่อกระทรวงศึกษาธิการยกฐานะโรงเรียนเพาะช่างให้เป็นวิทยาลัยในปีพ.ศ. 2510 แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญของการสอนศิลปะเพิ่มมากขึ้น และเมื่อโรงเรียนเพาะช่างได้ปรับปรุงหลักสูตรใหม่ใน พ.ศ. 2511 แสดงให้เห็นถึงความต้องการครูศิลปะในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้นด้วย เนื่องจากหลักสูตรของโรงเรียนเพาะช่างมีการผลิตครูศิลปะระดับมัธยมเพิ่มขึ้น และขยายงานหัตถกรรมออกเป็น 6 แขนง คือ เครื่องโลหะ เครื่องทอย้อม เครื่องรัก เครื่องไม้ เครื่องไม้ไผ่ และเครื่องดิน ช่วงเวลานี้เองโรงเรียนเพาะช่างได้รับการยกฐานะให้เป็นวิทยาลัยและปรับปรุงหลักสูตรจนถึงระดับปริญญาตรี มีการขยายวิชาออกเป็นวิชาพาณิชยศิลป์และวิชาศิลปะประจำชาติ เป็นต้น

ในขณะเดียวกันวิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร ได้เปิดหลักสูตรการศึกษาบัณฑิต (กศ.บ.) ศิลปศึกษาที่ใช้ระยะเวลาเรียน 2 ปี ซึ่งเป็นหลักสูตรแบบต่อยอด หลักสูตรแรกที่รับผู้เรียนจากการศึกษาประเภทอื่นมาเรียนครูศิลปะต่อ 2 ปี แล้วจึงจบออกไปเพื่อเป็นครู ในปีเดียวกันนี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดหลักสูตรศิลปศึกษาในระดับอุดมศึกษาขึ้นเป็นหลักสูตรเต็มรูปแบบโดยรับผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ามาเรียนในหลักสูตรเป็นระยะเวลา 4 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลิตครูศิลปะสำหรับสอนในระดับประถมและมัธยมศึกษา จบมาเป็นครูศิลปะ นักวิชาการ นักการศึกษา (คณะครุศาสตร์, 2021) หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงนับเป็นหลักสูตรศิลปศึกษาแบบเต็มรูปแบบที่ใช้ระยะเวลาเรียน 4 ปี เป็นหลักสูตรแรกในประเทศไทย และเมื่อเรียนจบแล้วสามารถไปสอบบรรจุเป็นครูสอนศิลปะในระดับประถมและมัธยมศึกษาได้ทันที ต่อมาคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดหลักสูตรศิลปศึกษาวิชาเอกอุตสาหกรรมศิลป์ขึ้นเพื่อผลิตครูศิลปะไปสอนในโรงเรียน และให้สอดคล้องกับแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2520

ช่วงที่ 4 การศึกษาสมัยพัฒนา ( พ.ศ. 2521 – 2545 )

กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการจัดทำขึ้นอย่างสมบูรณ์ทั้งด้านการออกแบบและการนำไปใช้ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการ และเรียนรู้ร่วมกับผู้ปกครองผ่านโครงการ Home Project และ Home Training มีการจัดรายวิชากลุ่มการงานและอาชีพ 5 งาน เพื่อให้ผู้เรียนค้นพบความถนัดของตนเอง แบ่งแผนการเรียนเป็นแผนวิชาสามัญและแผนวิชาชีพ โดยเน้นการฝึกอาชีพจริงและการสร้างรายได้ ด้านศิลปะอยู่ในแผนพื้นฐานอาชีพช่างศิลป์ มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนสำรวจความสามารถและแนวทางอาชีพในอนาคต หลักสูตรนี้จึงเป็นการเรียนรู้แบบบูรณาการที่พัฒนาผู้เรียนทั้งด้านความรู้ ทักษะ และการดำรงชีวิตอย่างมีคุณค่า

หลักสูตรมัธยมศึกษาตอนปลาย พ.ศ. 2524 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ได้จัดให้รายวิชาศิลปะอยู่ในกลุ่มวิชาพัฒนาบุคลิกภาพ และปรับชื่อรายวิชาเป็น “วิชาศิลปะ” โดยมีจุดมุ่งหมายให้ผู้เรียนมีความรู้และความเข้าใจด้านศิลปะ มีทักษะในการสร้างสรรค์ผลงาน เห็นคุณค่าของศิลปะและวัฒนธรรมไทย รวมทั้งสามารถนำความรู้ด้านศิลปะไปใช้ในการอนุรักษ์ และพัฒนาศิลปวัฒนธรรมได้อย่างเหมาะสม ช่วงเวลาดังกล่าวเป็นช่วงที่การเรียนการสอนศิลปะได้รับความนิยมสูงขึ้น เนื่องจากมีการกำหนดให้ “ศิลปศึกษา” เป็นวิชาบังคับในหลักสูตรระดับประถมและมัธยม ส่งผลให้เกิดความต้องการครูศิลปะเพิ่มขึ้นทั่วประเทศ

นอกจากนี้ ในปี พ.ศ. 2526 ภาควิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ ได้เปิดหลักสูตร ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา เพื่อผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโทที่มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ สามารถเป็นผู้นำทางวิชาการ นักวิชาการ และนักวิจัยด้านศิลปศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาศิลปะของประเทศให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

กลุ่มวิชาพัฒนาบุคลิกภาพ หมายถึง กลุ่มวิชาที่มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนให้มีบุคลิกภาพที่ดีทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสุนทรียภาพ ประกอบด้วยวิชาศิลปะ ดนตรี นาฏศิลป์ พลศึกษา และแนะแนว เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสมดุลระหว่างความรู้ ความคิด และการแสดงออกอย่างสร้างสรรค์

ภายหลังการประกาศใช้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งกำหนดให้การศึกษาภาคบังคับมีระยะเวลา 9 ปี กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้ หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 เพื่อใช้แทนหลักสูตรระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลายที่ใช้อยู่เดิม โดยเป็นหลักสูตร แกนกลางที่มีความยืดหยุ่น เปิดโอกาสให้สถานศึกษาสามารถปรับใช้ตามบริบทของพื้นที่และผู้เรียนได้

หลักสูตรนี้กำหนดโครงสร้างการศึกษาเป็น 12 ปีการศึกษา แบ่งออกเป็น 4 ช่วงชั้น ได้แก่

ช่วงชั้นที่ 1: ประถมศึกษาปีที่ 1–3

ช่วงชั้นที่ 2: ประถมศึกษาปีที่ 4–6

ช่วงชั้นที่ 3: มัธยมศึกษาปีที่ 1–3

ช่วงชั้นที่ 4: มัธยมศึกษาปีที่ 4–6

โดยมีการกำหนด มาตรฐานการเรียนรู้ เป็นกรอบสำคัญในการจัดการเรียนการสอน แบ่งออกเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยแบ่งเป็น

สาระที่ 1 ทัศนศิลป์ — มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนสร้างสรรค์ผลงานตามจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์ และเห็นคุณค่าของงานศิลปะ สามารถถ่ายทอดความคิดและความรู้สึกผ่านงานศิลปะได้อย่างอิสระ รวมทั้งนำศิลปะไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน (มาตรฐาน ศ 1.1)

มาตรฐาน ศ 1.2 — เน้นให้ผู้เรียนเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งในระดับไทยและสากล เพื่อให้เห็นคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมและรักษามรดกทางศิลป์ไว้

ช่วงที่ 5 การศึกษาหลังสมัยใหม่ ( พ.ศ. 2545 – ปัจจุบัน )

หลังการแก้ไขปรับปรุงพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติในปี พ.ศ. 2545 สิ่งสำคัญคือเน้นการกระจายอำนาจการศึกษาให้ท้องถิ่นและโรงเรียนมีสิทธิ์ปรับหลักสูตรให้เหมาะกับความต้องการของตนเอง และมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรตามความเหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายพัฒนานักเรียนให้พร้อมสำหรับศตวรรษที่ 21 จึงเกิดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพ.ศ. 2551 และปรับปรุงตัวชี้วัดในพ.ศ. 2560 พร้อมกำหนดสมรรถนะสำคัญ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ แบ่งการศึกษาเป็น 3 ระดับคือ ประถม (ป.1-6) มัธยมต้น (ม.1-3) และมัธยมปลาย (ม.4-6)

ในด้านหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิตและศิลปศึกษา พ.ศ. 2547 ได้ปรับหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาศิลปศึกษาเป็น 5 ปี ผู้สำเร็จการศึกษาจะได้รับ ใบประกอบวิชาชีพครู และสามารถสอนได้ทั้งระดับประถมและมัธยม ต่อมาในปี พ.ศ. 2554 ได้เปิดหลักสูตร ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต เพื่อผลิตนักวิจัยและนวัตกรรมด้านศิลปศึกษา และในปีพ.ศ. 2561 ปรับหลักสูตรศิลปศึกษาเป็น 4 ปี เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเลือกประกอบอาชีพครูหรือสายอาชีพอื่นได้ พร้อมมีโอกาสขอใบประกอบวิชาชีพครูตามเกณฑ์ที่กำหนด

ดังนั้นประวัติศาสตร์ และปรัชญาของหลักสูตรศิลปศึกษาในประเทศไทยสามารถแบ่งการพัฒนาออกเป็น 4 ช่วงสำคัญ ตั้งแต่สมัยโบราณ จนถึงยุคหลังสมัยใหม่ โดยช่วงแรกศิลปศึกษาได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมท้องถิ่นและพระสงฆ์ในวัด ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มรับอิทธิพลตะวันตก และจัดระบบการศึกษาอย่างเป็นทางการเพื่อผลิตบุคลากรเข้ารับราชการ และประกอบอาชีพ โดยเน้นการวาดเขียนและงานฝีมือแบบอนุรักษ์นิยม ต่อมามีการตั้งโรงเรียนเพาะช่างและมหาวิทยาลัยศิลปากร ทำให้ศิลปศึกษามีบทบาทสำคัญ หลักสูตรเน้นการฝึกปฏิบัติจริง การสร้างสรรค์ผลงาน และเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสำรวจความสามารถและความสนใจของตนเอง เช่น หลักสูตร พ.ศ. 2521 มีการฝึกงานร่วมกับสถานประกอบการเพื่อเตรียมทักษะอาชีพ หลัง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ศิลปศึกษาเป็นวิชาบังคับในกลุ่มสาระ 8 กลุ่มสาระ แบ่งออกเป็นทัศนศิลป์และการสร้างสรรค์ผลงาน เพื่อพัฒนาผู้เรียนด้านความคิดสร้างสรรค์ และทักษะชีวิต ในยุคหลังสมัยใหม่หลักสูตรปัจจุบันเน้นการบูรณาการแนวคิด STEAM ผสมผสานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม ศิลปะ และคณิตศาสตร์ เพื่อพัฒนาทักษะเชิงสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา และเตรียมบุคลากรให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม และเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว

นักปรัชญาและนักการศึกษา

จอห์น ดิวอี้ (John Dewey)

จอห์น ดิวอี้ (John Dewey) เป็นนักปรัชญาแนวปฏิบัตินิยมชาวอเมริกันผู้หนึ่ง ซึ่งปฏิเสธปรัชญาญาณนิยมแบบทวินิยมและอภิปรัชญาของปรัชญาสมัยใหม่ โดยเลือกใช้วิธีแบบธรรมชาตินิยมที่มองว่า ความรู้เกิดจากการปรับตัวของสิ่งมีชีวิตมนุษย์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างแข็งขัน ในมุมมองนี้ การสืบเสาะหาความรู้ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการที่จิตใจเฝ้าสังเกตโลกอย่างเฉยเมย และดึงเอาแนวคิดเหล่านี้มาใช้ว่าหากเป็นจริงก็สอดคล้องกับความเป็นจริง แต่ควรเป็นกระบวนการที่เริ่มต้นด้วยการตรวจสอบหรือขัดขวางการกระทำของมนุษย์ที่ประสบความสำเร็จ ดำเนินไปสู่การจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างแข็งขันเพื่อทดสอบสมมติฐาน และนำไปสู่การปรับตัวของสิ่งมีชีวิตให้เข้ากับสภาพแวดล้อมอีกครั้ง ซึ่งทำให้การกระทำของมนุษย์สามารถดำเนินต่อไปได้อีกครั้ง ด้วยมุมมองนี้เป็นจุดเริ่มต้น จอห์น ดิวอี้ ได้พัฒนาผลงานที่หลากหลาย ครอบคลุมแทบทุกประเด็นหลักที่นักปรัชญาให้ความสนใจในยุคสมัยของเขา นอกจากนี้เขายังมีผลงานเขียนเกี่ยวกับประเด็นทางสังคมมากมายในสิ่งพิมพ์ยอดนิยม เช่น The New Republic ซึ่งทำให้เขามีชื่อเสียงในฐานะนักวิจารณ์สังคมชั้นนำในยุคนั้น

ผลงานปรัชญาของ จอห์น ดิวอี้ ได้รับการตอบรับที่หลากหลายจากเพื่อนร่วมงานทางปรัชญาในช่วงชีวิตของเขา มีนักปรัชญามากมายที่มองว่าผลงานของเขา (ดังที่ดิวอี้เข้าใจ) ว่าเป็นความพยายามอย่างแท้จริงที่จะประยุกต์ใช้หลักการของลัทธิธรรมชาตินิยมเชิงประจักษ์กับคำถามที่ยั่งยืนของปรัชญา ทำให้เกิดความกระจ่างแจ้งในประเด็นต่างๆ และแนวคิดที่ใช้ในการอธิบายประเด็นเหล่านั้น อย่างไรก็ตามนักวิจารณ์ของดิวอี้มักแสดงความคิดเห็นว่า ทัศนะของเขานั้นน่าสับสนมากกว่าที่จะอธิบายให้กระจ่าง และทัศนะเหล่านั้นดูเหมือนจะคล้ายกับลัทธิอุดมคติมากกว่าลัทธิธรรมชาตินิยมเชิงวิทยาศาสตร์ที่ดิวอี้เคยประกาศไว้อย่างชัดเจน

ผลงานด้านปรัชญาและจิตวิทยา

ปรัชญาปฏิบัตินิยม (Pragmatism) จอห์น ดิวอี้ เป็นผู้ก่อตั้งและผู้บุกเบิกปรัชญาปฏิบัตินิยมที่เน้นการแก้ปัญหาโดยใช้ประสบการณ์จริง และเชื่อว่าความจริงนั้นขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ในการปฏิบัติ

จิตวิทยาเชิงหน้าที่ (Functional Psychology) เขาเป็นผู้บุกเบิกสาขานี้ และงานเขียนเรื่อง “The Reflex Arc Concept in Psychology” ที่ตีพิมพ์ในปี 1896 ถือเป็นผลงานสำคัญชิ้นแรก

การวิเคราะห์ตรรกศาสตร์ ดิวอี้ได้ทบทวนแนวคิดดั้งเดิมในตรรกศาสตร์ และนำเสนอทฤษฎีประพจน์ใหม่ โดยเน้นการวิเคราะห์เชิงหน้าที่ของหลักการและเทคนิคเชิงตรรกะที่ใช้ในการสืบเสาะสอบสวน

ผลงานด้านการศึกษา

การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ (Experiential Learning) จอห์น ดิวอี้ เชื่อว่าการศึกษาควรมาจากการลงมือปฏิบัติและการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการศึกษาแบบก้าวหน้า

การศึกษาแบบประชาธิปไตย (Democratic Education) จอห์น ดิวอี้ ได้เขียนหนังสือ “ประชาธิปไตยและการศึกษา” (Democracy and Education) ในปี 1916 เพื่อเสนอแนวคิดว่าการศึกษาคือกระบวนการสร้างพลเมืองที่มีวิจารณญาณ และมีส่วนร่วมทางสังคม

โรงเรียนทดลอง เพื่อทดสอบแนวคิดก้าวหน้า จอห์น ดิวอี้ ได้ก่อตั้ง “โรงเรียนห้องปฏิบัติการแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก” (University of Chicago Laboratory Schools) เพื่อพัฒนาและทดลองวิธีการสอน

การเรียนรู้เชิงรุก (Problem-Based Learning) เขาพัฒนากระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งเริ่มต้นจากความรู้สึกถึงความจำเป็น นำไปสู่การตั้งคำถาม การทดลอง และการหาคำตอบ

บุคคลสำคัญที่เกี่ยวกับศิลปศึกษาและศิลปะ

อาจารย์ศิลป์ พีระศรี

ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี เกิดเมื่อวันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2435 ในเขตซานโจวันนี เมืองฟลอเรนซ์ ประเทศอิตาลี ท่านเป็นลูกชายของนายอาตูโด เฟโรชีและนางซานตินา เฟโรชี ที่ประกอบธุรกิจการค้า โดยชื่อเดิมของ ศิลป์ พีระศรี คือ คอร์ราโด เฟโรชี

ในวัยเด็กด้วยความที่ท่านเกิดในเมืองฟลอเรนซ์ นครแห่งการกำเนิดศิลปะเรอเนซองส์ชื่อดังของอิตาลี เด็กชายคอร์ราโดจึงมีความสนใจในวิชาศิลปะมาตั้งแต่แรก โดยเขาชื่นชอบในผลงานประติมากรรมของมิเกลันเจโล และโลเรนโซ กีแบร์ตี ในมหาวิหารฟลอเรนซ์เป็นอย่างมาก จึงสมัครเป็นลูกมือช่วยงานศิลปินที่มีชื่อเสียงตามสตูดิโอต่าง ๆ ของเมืองฟลอเรนซ์ และมีความตั้งใจแน่วแน่ที่จะศึกษาวิชาศิลปะเพื่อเป็นศิลปินให้ได้ แต่ครอบครัวไม่ให้การสนับสนุน เนื่องจากต้องการให้มาสืบทอดธุรกิจของครอบครัว

ทว่า คอร์ราโด มีความตั้งใจที่จะศึกษาศิลปะอย่างแรงกล้า จึงได้เก็บสะสมเงินด้วยตัวเอง จนสามารถเข้าศึกษาในสถาบันศิลปแห่งนครฟลอเรนซ์ หลักสูตร 7 ปี ในปีพ.ศ. 2451 และจบการศึกษาในปีพ.ศ. 2458 เมื่ออายุ 23 ปี ด้วยเกียรตินิยมอันดับที่หนึ่ง รวมถึงได้รับประกาศนียบัตรช่างปั้นช่างเขียน

ต่อมา คอร์ราโด ได้สอบคัดเลือกและได้รับตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ประจำราชวิทยาลัย ศาสตราจารย์คอร์ราโดมีความรอบรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะ วิจารณ์ศิลป์ปรัชญา และโดยเฉพาะมีความสามารถทางด้านศิลปะแขนงประติมากรรมและจิตรกรรมเป็นอย่างสูง เขาได้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะไว้มากมาย และได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดออกแบบอนุสาวรีย์จากรัฐบาลหลายครั้ง อาทิ ผลงานอนุสาวรีย์ผู้กล้าในสงครามโลกครั้งที่ 1 บนเกาะเอลบา เป็นต้น

ศาสตรจารย์คอร์ราโด วางหลักสูตรวิชาจิตรกรรม และประติมากรรมขึ้น เพื่อใช้ในโรงเรียนประณีตศิลปกรรม สังกัดกรมศิลปากร ที่พระสาโรชรัตนนิมมานก์ (สาโรช สุขยางค์) ก่อตั้งขึ้น ภายหลังได้รวมโรงเรียนเข้ากับโรงเรียนนาฏยดุริยางคศาสตร์ และเปลี่ยนชื่อเป็น โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง และพัฒนาการเรียนการสอนเรื่อยมา

กระทั่งในปี พ.ศ. 2485 กรมศิลปากรได้แยกจากกระทรวงศึกษาธิการไปขึ้นอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในขณะนั้นโดย ฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ตระหนักถึงความสำคัญของศิลปะ ว่าเป็นวัฒนธรรมที่สำคัญยิ่งสาขาหนึ่งของชาติ จึงได้มีคำสั่งให้อธิบดีกรมศิลปากร ตอนนั้นคือ พระยาอนุมานราชธน ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร และตราพระราชบัญญัติ ยกฐานะโรงเรียนศิลปากรขึ้นเป็น มหาวิทยาลัยศิลปากร เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2486 โดยจัดตั้งคณะจิตรกรรม และประติมากรรม ขึ้นเป็นคณะวิชาแรก ซึ่งศาสตราจารย์คอร์ราโดก็ได้ดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรกของคณะจิตรกรรมควบคู่ไปกับตำแหน่งอาจารย์ผู้สอน

ห้องเรียนในช่วงแรกของโรงเรียน และมหาวิทยาลัยศิลปะแห่งแรกของไทยเป็นห้องบริเวณตึกชั้นล่างของกรมศิลปากรในขณะนั้น และห้องทำงานของอาจารย์ศิลป์เอง หลักสูตรเป็นแบบ 4 ปีตามแบบอะคาเดมีของฟลอเรนซ์บ้านเกิดของท่าน

หนังสือที่เขียนโดยอาจารย์ ศิลป์ พีระศรี

– ศิลปสงเคราะห์ : พจนานุกรมศัพท์ศิลปะของชาวตะวันตก

– contemporary art in thailand

– ประวัติศาสตร์และแบบอย่างศิลปะโดยสังเขป = A bare outline of history and styles of art  

– Thai Lacquer Works

รวมคติพจน์อาจารย์ศิลป์ พีระศรี

แนวคิดเรื่องหลักสูตรศิลปศึกษาและศิลปะ

  1. ” นายไม่อ่านหนังสือ นายจะรู้อะไร “
  2. ” อย่าถือว่าเราเป็นคนเก่ง ต้องศึกษาเล่าเรียนอีกมาก ฉันเองก็ยังศึกษาหาความรู้อยู่ตลอดเวลา “
  3. ” ในบรรดาศิลปะด้วยกัน ดนตรีเป็นสิ่งเร้าอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนได้มากที่สุด เมื่อเรามีนักดนตรีที่มีความสามารถสูงมาบรรเลงในบ้านเรา เราก็ใคร่จะให้ญาติสนิท มิตรสหาย ได้มาร่วมเสพสุนทรียรสกับเราด้วย”
  4. ” พวกเธอต้องเรียนรู้ความเป็นมนุษย์ก่อน…แล้วจึงเรียนศิลปะ “
  5. ” ทุกคนมีความงาม นายต้องค้นให้พบ…แม้แต่คนที่ขี้ริ้วขี้เหร่ที่สุด ก็อาจจะมีความงามที่แอบซ่อนอยู่ อาจจะเป็นนิ้วมือ นิ้วเท้า หรือฟัน หรือแม้แต่จิตใจที่งดงามก็ตาม นายต้องค้นให้พบ “
  6. ” ชาวนาปลูกข้าวให้เรากิน ทำแผ่นดินให้เป็นประโยชน์ต่อชีวิต ไฉนเล่าเราจึงจะไม่เนรมิตสิ่ง ซึ่งยกจิตใจให้สูงสมกับที่เราเกิดมาแล้วโดยไม่เปลืองเนื้อที่ของแผ่นดินโลก “
  7. ” ศิลปะยืนยาว ชีวิตสั้น “
  8. ” ศิลปะไม่ได้สอนให้วาดรูปเป็น แต่สอนให้รู้จักการใช้ชีวิต “
  9. ” พรุ่งนี้ก็สายเสียแล้ว “

แนวคิดเรื่องหลักสูตรศิลปศึกษาและศิลปะ

แนวคิดบาศกนิยม(Cubism)

ลัทธิบาศกนิยมมีอิทธิพลอย่างมากรูปแบบ ศิลปะภาพแห่งศตวรรษที่ 20 ที่สร้างสรรค์โดยศิลปินเป็นหลักปาโบล ปิกัสโซ และฌอร์ฌ บรักในปารีสระหว่างปี ค.ศ. 1907 ถึง 1914 ศิลปะแบบคิวบิสม์เน้นพื้นผิวเรียบสองมิติของระนาบภาพ ปฏิเสธเทคนิคดั้งเดิมของมุมมอง การทำให้ภาพดูสั้นลงการสร้างแบบจำลอง และแสงเงา รวมถึงการหักล้างทฤษฎีเก่าแก่ที่ว่าศิลปะควรเลียนแบบธรรมชาติ จิตรกรคิวบิสม์ไม่ได้ถูกผูกมัดให้ลอกเลียนแบบรูปทรง พื้นผิว สี และพื้นที่ แต่พวกเขานำเสนอความจริงแบบใหม่ภาพวาดที่แสดงให้เห็นวัตถุที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างรุนแรง

ลักษณะเด่นของบาศกนิยม

การใช้รูปทรงเรขาคณิต รูปทรงของวัตถุในธรรมชาติจะถูกลดทอนให้เหลือเพียงโครงสร้างที่เป็นเหลี่ยมมุม เป็นรูปทรงลูกบาศก์หรือรูปทรงเรขาคณิตอื่น ๆ

การแสดงหลายมุมมองพร้อมกัน ศิลปินจะนำเสนอรูปทรงของวัตถุจากหลายมุมมอง ทั้งด้านหน้า ด้านข้าง และด้านหลัง มาปรากฏซ้อนทับกันบนระนาบภาพ 2 มิติ เพื่อแสดงภาพวัตถุในมิติของเวลา และมุมมองที่หลากหลาย

การวิเคราะห์และสังเคราะห์รูปทรง ศิลปินจะแยกวัตถุออกเป็นส่วน ๆ วิเคราะห์รูปทรงให้เหลือแต่แก่นแท้ แล้วจึงประกอบขึ้นใหม่ให้กลายเป็นโครงสร้างที่แข็งแรง

การปฏิเสธความสมจริง บาศกนิยมไม่เน้นการวาดตามธรรมชาติที่ตาเห็น แต่จะบิดเบือนรูปทรงและสลายความสมจริง เพื่อนำเสนอความคิดรวบยอดของรูปทรงให้ปรากฏในผลงาน

การใช้เทคนิคการปะติด (Collage) ในช่วงหลัง บาศกนิยมแบบสังเคราะห์ได้นำวัสดุอื่น ๆ เช่น กระดาษหนังสือพิมพ์ เศษผ้า หรือเชือก มาปะติดลงบนผืนผ้าใบ เพื่อสร้างมิติและความหมายใหม่ให้กับผลงาน

การใช้สีอย่างจำกัด ในช่วงแรก บาศกนิยมเน้นการใช้สีที่จำกัดหรือสีเดียว เพื่อให้ผู้ชมโฟกัสไปที่รูปทรงและโครงสร้างของภาพ

แนวคิดเรื่องการจัดการเรียนรู้ และการสอน

แนวคิดเรื่องการจัดการเรียนรู้ และการสอน

แนวทางการศึกษา

แนวคิด พิพัฒนาการนิยม (Progressivism)

ปรัชญานี้มีพื้นฐานมาจากปรัชญาปฏิบัตินิยม (Pragmatism) ซึ่งเชื่อในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง และมองชีวิตว่ามีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ความรู้และความจริงสูงสุดไม่แน่นอน แต่สิ่งที่เป็นจริงจะต้องเป็นสิ่งที่นำมาปฏิบัติแล้วได้ผล  และการที่จะได้มาซึ่งความรู้ความจริง จะต้องลงมือกระทำเพื่อให้เกิดประสบการณ์ เพราะมนุษย์สามารถพัฒนาการให้กับตนเองได้ตามสภาพของสิ่งแวดล้อมและกาลเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป การค้นคว้า การทดลองตามแนววิทยาศาสตร์เป็นการแสวงหาความรู้ที่ถูกต้อง มนุษย์เท่านั้นที่เป็นผู้กำหนดอนาคตโชคชะตาของตนเอง ฉะนั้นมนุษย์ควรจะเน้นความสำคัญของคุณค่าของแต่ละบุคคลให้มาก

ความเป็นมา

ปรัชญาการศึกษาลัทธินี้มีพื้นฐานดั้งเดิมมาจากลัทธิ Empiricism ซึ่งกำเนิดมาตั้งแต่ราวคริสต์ทศวรรษที่ 17 ในประเทศอังกฤษ ต่อมาได้มีการนำเอาแนวความคิด และวิธีการของลัทธินี้มาสร้างเป็นปรัชญใหม่ขึ้น มีชื่อเรียกไปต่าง ๆ กัน เช่น Experimentalism, Pragmatism และ Instrumentalism เป็นต้น

ปรัชญาการศึกษาลัทธินี้เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อประมาณปี ค.ศ. 1920 ในระยะนั้นได้มีการเคลื่อนไหวที่จะปฏิรูปการศึกษาในสหรัฐอเมริกา ไปสู่การศึกษาแผนใหม่ กลุ่มนักปรัชญาการศึกษาที่ร่วมกันบุกเบิกลัทธินี้ คือ จอห์น ดิวอี้ (John Dewey)

หลักการความสำคัญ

หลักการสำคัญของปรัชญาการศึกษาพิพัฒนาการนิยม มีดังนี้

การศึกษาคือชีวิต ซึ่งเป็นการให้ประสบการณ์ที่สามารถนำไปใช้ได้เรียนรู้เพื่อให้สามารถเข้าใจปัญหาของชีวิตและสังคมในปัจจุบัน และปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้อย่าง เป็นสุข

เด็กเป็นส่วนสำคัญในกระบวนการเรียนการสอน ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child-centered)

ประสบการณ์ย่อมเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ โดยอาศัยการเรียนรู้จาก วิธีการแก้ปัญหา (Problem Solving Method) เป็นสำคัญ

ครูไม่ใช่ผู้บงการหรือออกคำสัง แต่จะทำหน้าที่ในการให้คำแนะนำและคำปรึกษาการศึกษาเป็นเครื่องมือที่จะสร้างความร่วมมือกัน รู้จักการทำงานเป็นหมู่คณะ ความเป็นประชาธิปไตยจะเป็นตัวกระตุ้น อันจะก่อให้เกิดความมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น และการดำรงบุคลิกภาพของคน ถือว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญที่มีต่อความ เจริญงอกงาม แสดงทั้งหมด

เชื่อมโยงทฤษฎีสู่การปฏิบัติ: กรณีศึกษาโรงเรียนที่นำหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ตามแนวปรัชญามาใช้

ด้านการสอน

มีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาบุคลิกภาพของเด็ก ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาควบคู่กันไปมุ่งให้ผู้เรียนรู้จักปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข รู้จักแก้ปัญหาได้ มุ่งส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตยทั้งในและนอกห้อง เรียน มุ่งให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสนใจ ความถนัดและลักษณะพิเศษของผู้เรียน

 

หลักสูตร

หลักสูตรนี้เน้นที่ประสบการณ์ของผู้เรียนเป็นหลักสำคัญ หลักสูตรในแนวนี้เรียกว่า “Child Centered Curriculum หรือ Activity Centered Curriculum” ซึ่งจะทำให้เข้าใจตนเอง และสังคมมากขึ้น เนื้อหาที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือ สังคมศึกษาและวิชาการสื่อความหมาย เพื่อประโยชน์ในชีวิตประจำวัน วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ก็ถือว่าสำคัญ ในแง่ของวิธีการคือวิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) ไม่ใช่เนื้อหาโดยตรง

ผู้สอน

ปรัชญาการศึกษาลัทธินี้ถือว่าครูมีหน้าที่ในการจัดประสบการณ์ที่ดี และเหมาะสมให้กับผู้เรียน ครูต้องเป็นผู้รอบคอบและมีประสบการณ์อย่างกว้างขวางในวิชาที่คนสอน ครูจะต้องเป็นผู้มีบุคลิกดี มีความเห็นอกเห็นใจยอมรับในเรื่องความแตกต่างของเด็ก รู้จักดัดแปลงสภาพภายในโรงเรียนให้เหมาะกับความต้องการและความสามารถของเด็กครูเป็นผู้คอยแนะนำ มิใช่ผู้สั่งการหรือกระทำเสียเอง

นอกจากนั้นครูยังต้องทำความรู้จักกับเรียนเป็นส่วนตัวอย่างดี รู้จักความสนใจความสามารถและความต้องการของผู้เรียน เพื่อจะได้วางแผนให้เกิดสถานการณ์การเรียนรู้ได้ตามความต้องการ และได้พัฒนาความสามารถของผู้เรียนด้วย ในบางขณะครูควรจะทำหน้าที่ประสานงานเพื่อดึงความสนใจของผู้เรียนให้มีต่อกิจกรรมการเรียนการสอนดำเนินไปตามแผนที่ได้รวมกันวางไว้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผู้เรียน

ปรัชญาการศึกษานี้ให้ความสำคัญกับผู้เรียนมาก เพราะถือว่าผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการเรียนการสอน และการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีก็ต่อเมื่อ ผู้เรียนได้มีประสบการณ์ตรงหรือลงมือทำด้วยตนเอง (Learning by Doing) ดังนั้นบทบาทของผู้เรียนคือมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอน มีส่วนร่วมในการเลือก หรือกำหนดเนื้อหา และกิจกรรมที่ตนเองสนใจ เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปตามความต้องการ เหมาะสมกับความถนัด และความสามารถของผู้เรียน

วิธีการจัดการ

การสอนวิธีการจัดการเรียนการสอนถือว่าผู้เรียนควรมีบทบาทด้วยตนเองมากที่สุด การเรียนจึงควรเป็นเรื่องของการกระทำ มากกว่าความรู้ ผู้เรียนจะกระตือรือร้นในการเรียนมากกว่าคอยแต่รับอยู่เฉย ๆ วิธีการเรียนพอสรุปได้คือ การจัดชั้นเรียนให้เป็นชุมชนหรือสังคมอย่างหนึ่ง เปิดโอกาสให้ทุกคน ซึ่งเป็นสมาชิกได้มีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นโดยใช้หลักการประชาธิปไตย ทุกคนร่วมกันคิค ร่วมกันทำ โดยเริ่มจากวิธีการอภิปรายปรึกษา วางแผนและร่วมมือทำงานด้วยกันเป็นหลัก ส่วนการสอนนิยมจัดทำในรูปโครงการต่าง ๆ เพื่อให้นักเรียนได้ร่วมกันวางแผนเป็นเรื่อง ๆ ไป