Postmodernism (ค.ศ. 2000 - ปัจจุบัน)

แนวคิดศิลปะศึกษาในช่วงศตวรรษที่ 21 นั้นเป็นไปตามแนวคิด Postmodernism (หลังสมัยใหม่นิยม) ซึ่งมีแนวคิดที่เน้นถึงความเป็นปัจเจกบุคคล ขณะเดียวกัน มีความเชื่อมั่นตามแนวคิดและวิธีการทางวิทยาศาสตร์ด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังเป็นไปตามทฤษฎี Structuralism (โครงสร้างนิยม) ที่เชื่อว่าความสัมพันธ์ทางสังคมเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรม ซึ่งต้องอาศัยการกําหนดจากจิตใจ โดยถ่ายทอดและแสดงออกมาเป็นวัฒนธรรม ศิลปะ และภาษาเป็นต้น นอกจากนี้ Postmodernism ยังเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของแนวคิดศิลปะในศตวรรษที่ 20 ทั้งในด้านรูปแบบ หรือสไตล์ที่ไปเป็นในลักษณะของการบูรณาการระหว่างศิลปะกับการใช้ชีวิตประจําวัน มีการบูรณาการกันระหว่างวัฒนธรรมของชนชั้นสูงกับชนชั้นกลาง ซึ่งมีความเชื่อว่าทุกคนสามารถเป็นศิลปินได้ ดังนั้นชนชั้นกลางทั่วไปจึงไม่ได้ให้ความสําคัญกับความสามารถของศิลปินที่สร้างสรรค์ผลงานศิลปะหรือผลงานด้านวิชาการได้เหมือนในอดีต ที่ศิลปะเปรียบเสมือนข้อความหรือเนื้อหาที่แสดงให้เห็นผ่านทางภาพที่เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ นอกจากนี้ยังมีการชื่นชมผลงานศิลปะที่มีความหลากหลายมากขึ้น มีความซับซ้อนทางวัฒนธรรมในหลายรูปแบบมากขึ้น (Fehr, 1994, 209; Featherstone, 1988, abstract และ อภิภา ปรัชญพฤทธิ์, 2554, 9)

นักปรัชญา/นักการศึกษาในช่วงศตวรรษที่ 21

Eillot W. Eisner (1993 – 2014)

นักปรัชญา/นักการศึกษา Eillot W. Eisner

Eisner เป็นนักปรัชญา/นักการศึกษาในศตวรรษที่ 21 ผู้ที่นําทางความคิดเกี่ยวกับการพัฒนาศิลปศึกษาตามแนวคิด Discipline Based Art Education – DBAE ซึ่งเป็นทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรและการสอน DBAE จึงเป็นทฤษฎีที่พัฒนามาจากสาขาวิชาด้านจิตวิทยาการศึกษาผสมผสานกับ Cognitive science ในรูปแบบของกระบวนการรับรู้ทางจิตวิทยา เป็นทฤษฎีที่นักวิชาการ นักการศึกษา นักวิจัย และศิลปินได้ร่วมกันศึกษาค้นคว้า ทําวิจัยเพื่อพิสูจน์ และนําเสนอเป็นหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาหลักสูตรให้เป็นมาตรฐาน สามารถวัดและประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม เนื่องจากต้องการพัฒนาผู้เรียนให้มีทั้งความรู้ ทักษะ และอารมณ์ที่สามารถพัฒนาตนให้เป็นคนที่สมบูรณ์ได้ตามแกนทั้ง 4 แกน คือ ศิลปวิจารณ์ (Art criticism) ประวัติศาสตร์ศิลป์ (Art history) สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) และศิลปะปฏิบัติ (Art production) การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนส่วนใหญ่จึงได้นําแนวคิดนี้มาใช้ เนื่องจากวัตถุประสงค์ของหลักสูตร DBAE จะเน้นให้มีการศึกษาเรื่อง ศิลปวิจารณ์ ประวัติศาสตร์ศิลป์และสุนทรียศาสตร์เป็นหลัก สําหรับศิลปะปฏิบัติจะมีบทบาทจํากัดตามแนวคิดนี้ หลักสูตรแบบ DBAE จึงเป็นหลักสูตรที่เน้นประสบการณ์มากกว่าตัวผลงาน ทฤษฎีหลักสูตรของ Eisner ซึ่งนําแนวคิดด้านพฤติกรรมนิยมมาใช้ในการอธิบายศิลปศึกษาในทางพุทธิปัญญาทางวิทยาศาสตร์ ทําให้หลักสูตรและการสอนศิลปศึกษามีความคล้ายคลึงกับหลักสูตรอื่น ๆ (Rich, 1997: 3) สามารถวัดและประเมินผลได้อย่างมีหลักการ รวมถึงพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้อย่างเป็นระบบได้ตามแนวทางการเรียนรู้แบบวิทยาศาสตร์

บุคคลสําคัญทางศิลปะและศิลปศึกษา

Rita L. Irwin (1955 - ปัจจุบัน)prompt

Rita L. Irwin

แนวคิด Irwin เป็นแนวคิดที่เน้นให้ผู้เรียนค้นหาความต้องการในการเรียนรู้ของตนเองโดยนําแนวคิดของศิลปะการวิจัย ในลักษณะของการสืบสอบเกี่ยวกับตนเอง การเขียน หรือการถ่ายทอดโดยใช้การเขียนหรือการใช้เส้นแบบต่าง ๆ เน้นการเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ของตนเอง และเรียนรู้จากการนําสิ่งที่เห็นไปใช้ประกอบการเรียนรู้จากประสบการณ์ แต่ในทางกลับกันการนำประสบการณ์มาใช้ประกอบกับการเรียนรู้ในสิ่งที่เห็น โดยสรุปจึงเป็นการนํามุมมอง ทัศนคติและการรับรู้ทางการมองไปใช้ในการเรียนรู้เกี่ยวกับชีวิตของตนเอง การค้นหาตนเอง มุมมองทางความคิดที่หลากหลาย การรับรู้ทางการเห็นกับประสบการณ์ที่ได้จากการกระทําสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจําวัน การเรียนรู้ตามหลักสูตรจึงเป็นการเรียนรู้ที่เน้นการสืบสอบเกี่ยวกับการกระทําของตนเอง ทําความเข้าใจเกี่ยวกับตนเอง ตลอดจนเป้าหมายของการกระทําของตนเองในเรื่องที่สนใจผ่านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในรูปแบบที่หลากหลายหลักสูตรของ Rita มีหลักการอยู่ 3 ประการ คือ 

1) หลักสูตรเป็นแผนการรับรู้ทางการมองเห็นโครงสร้างทางทัศน์ และการออกแบบทางทัศนะ 

2) หลักสูตรคือ การใช้ชีวิต ซึ่งมีทัศนคติแตกต่างกัน 4 แบบ ประกอบด้วย การแสดงออกทางทัศน์ ความเกี่ยวข้องทางทัศน์ วัฒนธรรมที่รับรู้ได้จากการมองเห็น และการสืบสอบที่รับรู้ได้จากการมองเห็น 

3) หลักสูตร เป็นความสัมพันธ์ของการวิจัยด้านศิลปศึกษาและการสืบสอบ โดยเกิดจากการสนทนาที่ซับซ้อนระหว่างการใช้ทัศนะจากประสบการณ์ และการใช้ประสบการณ์ทางทัศน์กับการตีความกลับไปกลับมาในการแปลความหมายของหลักสูตร

Ted T. Aoki (1919 – 2012)

Ted T. Aoki

แนวคิดของ Aoki แสดงให้เห็นถึงความสําคัญของหลักสูตรที่มีความสัมพันธ์กับชีวิต การออกแบบหลักสูตรโดยใช้เป้าหมายของชีวิตเป็นตัวตั้ง จะทําให้การออกแบบการเรียนรู้ไม่แยกออกจากชีวิต เพราะความสําคัญ และความสัมพันธ์ของการเรียนรู้เป็นการเรียนเพื่อพัฒนาชีวิตของผู้เรียนหลักสูตรจึงต้องเน้นการเรียนรู้เกี่ยวกับตนเองและสืบสอบเกี่ยวกับตนเองผ่านวิธีการทดลอง สังเกต ลงมือปฏิบัติ สื่อสารและสะท้อนความคิด การพัฒนานิสิตศิลปศึกษาที่นําหลักการและทฤษฎีไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนด้วยการสะท้อนความคิดเกี่ยวกับการกระทำต่าง ๆ ของตนเองในชั้นเรียน จึงเป็นเครื่องมือที่ชี้ให้เห็นถึงการนําทฤษฎีไปสู่การปฏิบัติผ่านการกระทํา (การสอน) ในสถานการณ์ต่าง ๆ ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างสมบูรณ์หลักสูตรของ Ted จึงมีหลักการให้เน้นการลงมือทําจาก 3 กิจกรรมพื้นฐาน คือ 

1) การทํางาน 

2) การสื่อสาร 

3) การสะท้อนความคิด 

เพื่อให้ผู้เรียนได้ทําความเข้าใจเป้าหมายที่ได้จากประสบการณ์ การทดลอง และการสังเกต วิเคราะห์ วิจารณ์ และตีความสถานการณ์ที่เป็นเป้าหมาย และก่อให้เกิดความรู้ 3 รูปแบบ คือ  

1) ความรู้แบบทิศทางเดียว คือ ความรู้เกี่ยวกับความจริง หรือ หลักการทั่วไปความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผลตามกฎหรือทฤษฎีต่างๆ 

2) ความรู้จากสถานการณ์ คือ การรู้โครงสร้างของการตีความ การให้ความหมายตามสถานการณ์ 

3) ความรู้เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ คือ ความรู้ของความคิด และการกระทําที่นําไปสู่การพัฒนาความเป็นมนุษย์และมนุษย์กับการวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคม

ศิลปศึกษาตามแนวคิด Postmodernism แนวคิดของ Eisner แสดงให้เห็นว่าการออกแบบหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอน สามารถทําได้หลายรูปแบบโดยอาศัยกระบวนการตามแนวคิดทางวิทยาศาสตร์อย่างเป็นระบบ สามารถวัดและประเมินผลการสอนได้ ด้วยหลักการนี้ทําให้วิชาศิลปศึกษามีความสําคัญและได้รับการยกระดับฐานะให้เทียบเท่ารายวิชาบังคับรายวิชาอื่นที่ผู้เรียนระดับประถมและมัธยมศึกษาจําเป็นต้องเรียนรู้ หลักสูตร และการจัดการเรียนการสอนตามศิลปะแนวคิดของ Eisner จึงสามารถออกแบบได้อย่างเป็นระบบ สามารถพัฒนาผู้เรียนได้พร้อมกันทั้ง 4 ด้าน ในลักษณะของการบูรณาการความรู้โดยมีจุดเน้นของการพัฒนาด้านใดด้านหนึ่งเป็นหลักและสนับสนุนการพัฒนาด้านอื่นรองลงมา มีหลักการและวิธีการสอนเฉพาะตัวที่แสดงให้เห็นถึงความจําเป็นที่จะต้องศึกษาอย่างมีระบบ มีแบบแผนสามารถวัดและประเมินผลได้และมีความจําเป็นสําหรับบุคคลที่ต้องเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ศิลปศึกษาตามแนวคิดปฏิรูปนิยมหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) นั้น ได้ให้ความสําคัญของการผสมผสานความรู้และการออกแบบหลักสูตรที่มีความยืดหยุ่น ไม่ตายตัวตามแบบแผนดั้งเดิม

ดังนั้นหลักสูตรศิลปศึกษาหลังสมัยใหม่นี้จึงให้ความสําคัญกับการบูรณาการศิลปะกับศาสตร์ที่หลากหลาย ทั้งยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการกําหนดเป้าหมายการเรียนรู้ และแสวงหาวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง หลักสูตรศิลปศึกษาจึงไม่จํากัดเฉพาะการสอนทักษะทางด้านศิลปะ แต่ยังเน้นการพัฒนาทัศนคติ ความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถในการแก้ปัญหาในชีวิตจริงด้วยหลักสูตรศิลปศึกษาจึงสามารถนําไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบการเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างศิลปะกับชีวิตประจําวัน การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ การส่งเสริมการเรียนรู้แบบร่วมมือระหว่างผู้สอน ผู้เรียน และชุมชน รวมถึงการสนับสนุนให้ผู้เรียนสามารถปรับตัวและตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเรียนรู้ในลักษณะนี้จะช่วยพัฒนา ผู้เรียนให้มีความละเอียดอ่อนทั้งในด้านอารมณ์ สติปัญญา และสามารถเตรียมความพร้อมสําหรับการเผชิญกับความท้าทายในอนาคตได้แนวคิดเรื่องการจัดการเรียนการสอน (การเรียนรู้) Ulbricht (1998) ได้นําเสนอแนวทางในการจัดกิจกรรมศิลปะแบบบูรณาการโดยนําแนวคิด Postmodernism ไปบูรณาการกับการจัดกิจกรรมศิลปะ ดังนี้

1) ใช้ประวัติศาสตร์ศิลป์เป็นแกนหลักของความรู้ในการบูรณาการกับการสอนวิชาอื่น
2) สอนความรู้และประสบการณ์แบบบูรณาการความรู้หลายสาขาวิชา
3) สอนศิลปะโดยเชื่อมโยงกับสังคมและประเด็นในสังคมตามความสนใจของผู้เรียน
4) สอนศิลปะโดยกําหนดกิจกรรมจากประเด็นสําคัญในปัจจุบัน เช่น การปรับตัว สิ่งแวดล้อม รวมถึงความเคลื่อนไหวของประเด็นปัญหาในสังคม
5) สอนให้ทํางานศิลปะโดยใช้ทรัพยากรที่หลากหลาย เพื่อให้มีมุมมองในการทํางานแบบบูรณาการและให้มีการอ้างอิงข้อมูล
6) สอนศิลปะโดยให้ผู้เรียนสํารวจปัญหา ประเด็นสําคัญในสังคมที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของตนเองโดยบูรณาการและเชื่อมโยงกับหลักการที่หลากหลาย
7) สอนศิลปะโดยบูรณาการร่วมกับสาขาวิชาอื่นตามแนวคิดพหุปัญญาของ Gardner
8) สอนศิลปะร่วมกับรายวิชาอื่นโดยออกแบบกิจกรรมศิลปะเพื่อแก้ปัญหาสังคม
โดยการจัดการเรียนรู้ โดย Ulbricht เน้นการจัดการเรียนรู้ศิลปะแบบบูรณาการ (Art Integration) ซึ่งเป็นการจัดการเรียนรู้แบบนี้เป็นการนําศิลปะประเภทต่าง ๆ มาใช้ผสมผสานร่วมกับหลักสูตรเพื่อให้เกิดการเรียนรู้เชิงลึกและสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายสํา    หรับผู้เรียน เป็นการเรียนรู้ที่บูรณาการระหว่างการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาทั่วไปกับการนําศิลปะประเภทต่าง ๆ มาใช้ในการจัดการเรียนการสอนของครูศิลปะเพื่อสนับสนุนซึ่งกันและกัน จุดเด่นของการจัดการเรียนรู้รูปแบบนี้ คือ การวางแผนร่วมกัน การร่วมมือกันและการสร้างความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจของผู้เรียน ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในชั้นเรียนและประเมินผลการเรียนรู้ ทั้งนี้ Rita L. Irwin and F. Graeme Chalmers (2007, 182) ได้กล่าวถึง หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการว่าได้รับความสนใจในการนําไปใช้บูรณาการศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ในโรงเรียน เนื่องจากศิลปะด้านทัศนศิลป์มีความเชื่อมโยงกับศาสตร์หลายศาสตร์จากงานวิจัยพบว่า ศิลปะมีผลกระทบต่อความคิดและความสามารถในการเข้าสังคมของบุคคล นอกจากนี้ผลการศึกษาในโครงการ Learning through the Arts (LTTA) ยังพบว่า ศิลปะมีส่วนสําคัญในการสนับสนุนให้เด็กมีความสามารถทางการเรียนรายวิชาอื่นเพิ่มมากขึ้นและพบว่าศิลปะช่วยให้สามารถเข้าถึงเด็กได้ดีในรูปแบบที่หลากหลาย เชื่อมโยงเด็กระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ในสังคม สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ใหญ่ได้เรียนรู้ร่วมกันกับเด็ก (Irwin & Chalmers, 2007: 182-183) กรณีศึกษาโรงเรียนที่นําแนวคิด DBAE และ Art Integration มาใช้โรงเรียนที่ใช้แนวคิด DBAE และ Art Integration จะเป็นโรงเรียนที่มีแผนศิลปกรรม หรือโรงเรียนที่เน้นพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะด้านศิลปะโดยเฉพาะ โดยโรงเรียนในประเทศไทย เช่น วิทยาลัยช่างศิลป์, โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร, โรงเรียนสาธิตจุฬา และโรงเรียนในต่างประเทศ เช่นโรงเรียนมัธยมศิลปะเทศมณฑลลอสแอนเจลิส (Los Angeles County High School for the Arts – LACHSA) และโรงเรียนมัธยมดนตรีศิลปะ และการแสดง Fiorello H. LaGuardia (Fiorello H. LaGuardia High School of Music & Art and Performing Arts) จะมีการสอนศิลปะครบองค์ประกอบของ DBAE และ Art integration โดยมีทั้งประวัติศาสตร์ศิลป์, องค์ประกอบศิลป์(วิจารณ์/สุนทรียศาสตร์) และปฏิบัติการ (วาดเส้น, ออกแบบ) และการบูรณาการวิชาศิลปะร่วมกับวิชาอื่น