ช่วงเวลา : ศิลปศึกษาต่างประเทศ ในศตวรรษที่ 20
( 1918-2000 )

ช่วงที่ 1 : 1918 – 1969

  • ช่วงของการเริ่มแนวคิดพิพัฒนาการ
    /พิพัฒนนิยม
  • ช่วงความเคลื่อนไหวทางวิทยาศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2
  • แนวคิดเรื่องหลักสูตรศิลปศึกษา : 
  1. แนวคิดของ Ralph W. Tyler
  2. แนวคิดของ John Dewey
  • แนวคิดเรื่องการจัดการเรียนการสอน : 
  1. แนวคิดของ Ralph W. Tyler การตอบคำถาม 4 ข้อ : วัตถุประสงค์ ประสบการณ์ การจัดหลักสูตร
    และการประเมิน
  2. แนวคิดของ John Dewey เรื่องเด็กมีสัญชาตญาณของการเป็นศิลปิน และมีความคิดสร้างสรรค์ตามพัฒนาการตามธรรมชาติมาตั้งแต่เกิด

นักปรัชญาและนักการศึกษา

Ralph W. Tyler 

(Ralph Winfred Tyler)

เกิด : 22 เมษายน ค.ศ. 1902

เสียชีวิต : 18 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994

ปรัชญา : “การศึกษาคือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม”

แนวคิดการจัดการเรียนการสอน

ต้องตอบคำถาม 4 ข้อ ได้แก่

  1. วัตถุประสงค์ของหลักสูตรคืออะไร
  2. ต้องจัดประสบการณ์สอนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์อย่างไร
  3. ต้องจัดประสบการณ์ทางการศึกษาอย่างไร จึงจะทำให้การสอนมีประสิทธิภาพ
  4. ประเมินการจัดประสบการณ์สอนว่าบรรลุตามวัตถุประสงค์หรือไม่

หลักในการสร้างหลักสูตร

  1. การวางแผนหลักสูตร
  2. การออกแบบหลักสูตร
  3. การจัดการหลักสูตร
  4. การประเมินหลักสูตร

การเรียนรู้ตามทฤษฎีของ Tyler

  1. ความต่อเนื่อง ให้ผู้เรียนฝึกทักษะและประสบการณ์เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
  2. การจัดลำดับ เริ่มสอนจากสิ่งที่ง่ายไปสิ่งที่ยาก เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนเนื้อหาได้อย่างลึกซึ้ง
  3. บูรณาการ จัดประสบการณ์ที่ให้ผู้เรียนเพิ่มพูนความคิดและพฤติกรรมที่สอดคล้องกัน

หนังสือของ Ralph W. Tyler 

  1. Basic Principles of Curriculum and Instruction (1949)

     2. Perspective of Curriculum Evaluation (1967)

John Dewey

เกิด : 20 ตุลาคม ค.ศ. 1859

เสียชีวิต : 1 มิถุนายน ค.ศ. 1952

ปรัชญา : “Learning by doing” การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ โดยเน้นให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง

มุมมองทางศิลปะ

“ศิลปะในฐานะประสบการณ์” เน้นความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะ และประสบการณ์ของมนุษย์ เนื่องจากการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะนั้นเกิดจากการใช้ความคิด อารมณ์ และความรู้สึก จึงได้เขียนหนังสือชื่อ

Art as Experience (Dewey, 1934)

แนวคิดการจัดการเรียนการสอน

มีแนวคิดว่าเด็กมีสัญชาตญาณของความเป็นศิลปิน ความคิดสร้างสรรค์ตามพัฒนาการตามธรรมชาติมาตั้งแต่เกิด และสามารถแสดงความรู้สึกได้อย่างเปิดเผยตามวัฒนธรรมทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงต้องปล่อยให้เด็กมีอิสระในการเรียนรู้ หลักสูตรศิลปศึกษาตามแนวคิดของ Dewey จึงเป็นหลักสูตรที่มีแนวคิดแบบก้าวหน้าในยุคสมัยนั้น โดยเป็นหลักสูตรที่เน้นให้เด็กเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติงาน (Experiential Education) นำไปสู่การตั้งโรงเรียนสาธิต (Laboratory School or Demonstration School) – ขึ้นในมหาวิทยาลัยชิคาโก้

โดย Dewey นั้นเป็นผู้ที่นำศิลปะเข้ามาปรับใช้กับการออกแบบห้องเรียนและการจัดการเรียนการสอนตามหลักปรัชญาพิพัฒนาการ/พิพัฒนนิยม จนทำให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดของรัชญาอย่างแพร่หลายเป็นวงกว้าง ในแนวคิดการจัดการเรียนการสอนใหม่ที่ให้ความสำคัญกับผู้เรียนและพัฒนาการเรียนรู้ตามแนวคิดด้านจิตวิทยาการศึกษาและศิลปศึกษา โดยให้เด็กเป็นศูนย์กลางของการจัดการเรียนการสอน โดยปรัชญา พิพัฒนาการ/พิพัฒนนิยม จะสอดคล้องกับ Lowenfeld นักการศึกษา นักจิตวิทยา ผู้มีแนวคิดเรื่องการสอนศิลปะตามพัฒนาการและการเจริญเติบโตของแต่ละบุคคล เพื่อให้เด็กสามารถแสดงออกได้อย่างเป็นอิสระ หลักสูตรศิลปศึกษาโดยทั่วไปในศตวรรษที่ 20 ตอนต้นจึงมีแนวคิดเกี่ยวกับการให้เด็กมีอิสระในการแสดงออกตามอารมณ์และความรู้สึก ซึ่งเป็นไปตามพัฒนาการทางการเจริญเติบโตของบุคคลเป็นสำคัญ

University of Chicago

ช่วงที่ 2 : 1969 – 1980

  • ช่วงของการพัฒนาในช่วงกลางศตวรรษ
  • แนวคิดเรื่องหลักสูตรศิลปศึกษา 
  • ช่วงของการพัฒนาในช่วงกลางศตวรรษ
  • แนวคิดเรื่องหลักสูตรศิลปศึกษา 
  • แนวคิดของ Margaret Naumburg ศิลปะเพื่อแก้ปัญหา
  • แนวคิดเรื่องการจัดการเรียนการสอน
  • เน้นให้สอนศิลปะสำหรับเด็กเป็นรายบุคคล ซึ่งมีการนำศิลปะมาใช้เพื่อเป็นสื่อในการกระตุ้นให้เด็กแสดงออกถึงอารมณ์ที่เป็นปัญหาของตนเอง มีการนำไปใช้ในโรงเรียนเด็กพิเศษ ทำให้เกิดเป็นจุดเริ่มต้นของศิลปะบำบัด

นักปรัชญาและนักการศึกษา

 Margaret Naumburg

เกิด : 14 พฤษภาคม ค.ศ. 1890

เสียชีวิต : 26 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1983

ปรัชญาใหม่ : โรงเรียนวอลเดน

โรงเรียนวอลเดนของ Naumberg ก่อตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1915 โดยโรงเรียนนี้ถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการ “ปลดปล่อยศิลปะ” และเป็นโรงเรียนที่ให้สำคัญกับ “การพัฒนาศักยภาพของเด็ก มากกว่าการสะสมความรู้” ดังนั้นเป้าหมายของโรงเรียนจึงมีเพื่อพัฒนาความเป็นปัจเจกบุคคล และความคิดริเริ่ม โดยการกระตุ้นกิจกรรมสร้างสรรค์ของเด็กผ่านดนตรี และศิลปะ

ศิลปะบำบัด : Art Therapy

Naumberg ได้รับอิทธิพลแนวคิดของ Sigmund Freud และ Carl Jung เรื่อง จิตไร้สำนึก โดย Naumberg เป็นคนแรกของสหรัฐอเมริกที่เริ่มใช้ศิลปะในการทำจิตบำบัดอย่างการปลดปล่อยจิตใต้สำนึกออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ โดยการบำบัดของ Naumberg นั้น จะขึ้นอยู่กับความรู้สึกของคนไข้ต่อผู้บำบัดกับบุคคลอื่น ๆ เช่น คนไข้อาจรู้สึกว่าผู้บำบัดคือครอบครัว เพื่อน หรือพี่น้อง ทำให้เกิดการตอบสนองต่อนักบำบัดในลักษณะที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่คนไข้เชื่อมโยงด้วย

ศาสตร์เพื่อการรักษาด้วยศิลปะ : Art Psychotherapy

ศาสตร์เพื่อการรักษาด้วยศิลปะของ Naumberg นั้น นักบำบัดต้องทำงานกับความสัมพันธ์ของคนไข้ และนักบำบัดในลักษณะสามเหลี่ยม ซึ่งนักบำบัดสามารถโฟกัสไปที่ความสัมพันธ์ใดก็ได้

หนังสือของ Magaret Naumberg

  1. The Child and the World (1928)

     2. An Introduction to Art Therapy (1947)

ช่วงที่ 3 : 1980 – 2000

  • ช่วงของแนวคิดแห่งความหลากหลาย มีการบูรณาการหลักสูตรและศาสตร์สาขาวิชาตามกรอบความคิดใหม่
  • แนวคิดเรื่องหลักสูตรศิลปศึกษา ได้แก่
  1. แนวคิดของ Elliot W. Eisner นักวิจัยด้านศิลปศึกษา ได้แบ่งวิธีวิทยาการวิจัยทางการศึกษา
  2. แนวคิดของ Viktor Lowenfeld ในหนังสือ Creative and Mental Growth (Lowenfeld and Britain, 1987)
  3. ทฤษฎี Discipline-Based Art Education (DBAE)
  • แนวคิดเรื่องการจัดการเรียนการสอน ได้แก่
  1. แนวทางในการศึกษาและวิธีวิทยาการวิจัยทางศิลปศึกษาในลักษณะนี้มีพื้นฐานมาจากการศึกษาเกี่ยวกับความคิด (พุทธิปัญญา) ความซาบซึ้งและการเห็นคุณค่า (จิตพิสัย)
  2. แนวคิดเรื่องความรู้สึกในการเรียนรู้ของเด็กผ่านประสาทสัมผัสทางร่างกายและประสบการณ์การเรียนรู้ของเด็กในโรงเรียน
  3. การสอนศิลปะแบบมีโครงสร้าง (Fields or Domains)

นักปรัญญาและนักการศึกษา

Elliot W. Eisner (Elliot Wayne Eisner)

เกิด : 10 มีนาคม ค.ศ. 1933

เสียชีวิต : 10 มกราคม ค.ศ. 2014

วิธีวิทยากรทางการศึกษา แบ่งได้ 5 ประเภท

  1. กระบวนการศึกษาและปฏิบัติการเกิดขึ้นในชั้นเรียน
  2. แบบแผน รูปแบบของปรากฏการณ์ในภาพรวม
  3. ความหมายของการกระทำ พฤติกรรม และประสบการณ์ที่ได้รับ
  4. วิธีการที่แสดงเห็นถึงพฤติกรรมของความสนใจ การแสดงออก บรรยากาศในชั้นเรียน
  5. สอนให้เกิดความซาบซึ้ง การเห็นคุณค่า และการวิพากษ์วิจารณ์

แนวทางในการศึกษาและวิจัยศิลปศึกษามีพื้นฐานมาจากการศึกษาเกี่ยวกับความคิด (พุทธิปัญญา)
ความซาบซึ้งและการเห็นคุณค่า (จิตพิสัย) การศึกษาด้านศิลปศึกษาจึงเป็นการศึกษาด้านจิตวิทยาการศึกษาในสาขาจิตวิทยาพัฒนาการของสาขาวิทยาการคิด ผลวิจัยเหล่านี้จึงเกิดเป็นทฤษฎีใหม่เพิ่มมากขึ้น

แนวคิดหลักของ Elliot W. Eisner ในศิลปศึกษา

  • ทฤษฎีพหหุศิลปเชิงแบบแผน Discipline-Based Art Education (DBAE)

การเรียนการสอนตามแนวคิดใหม่ มีจุดเน้นเป็นการเชื่อมโยงการเรียนรู้ที่มีความหลากหลาย ซึ่งแตกต่างไปจากความเชื่อเก่า ๆ ของศิลปศึกษา มีการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ครอบคลุมทั้งทฤษฎี และปฏิบัติ ด้วยการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถสร้างสรรค์, วิเคราะห์, เข้าใจ และวิจารณ์งานศิลปะได้อย่างมีระบบ ตามลักษณะเฉพาะที่สำคัญทั้ง 4 ด้านของศิลปะ คือ

  1. ด้านประวัติศาสตร์ศิลป์ (Art History) เน้นเรื่องสุนทรียศาสตร์และศิลปวิจารณ์สำหรับผู้เรียนทุกระดับ
  2. ด้านศิลปะปฏิบัติ (Studio Art) เน้นการแสดงออกด้วยการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะในรูปแบบต่าง ๆ
  3. ด้านสุนทรียศาสตร์ (Aesthetics)
  4. ด้านศิลปวิจารณ์ (Criticism)

หนังสือของ Elliot W. Eisner

  1. The Educational Imagination : On the Design and Evaluation of School Programs (1985)

Viktor Lowenfeld

เกิด : 21 มีนาคม ค.ศ. 1903

เสียชีวิต : ค.ศ. 1960

ปรัชญาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา

Lowenfeld มีความเชื่อว่า ทักษะต่าง ๆ มีความสอดคล้องกับพัฒนาการตามแต่ละช่วงวัย การเข้าไปก้าวก่ายกระบวนการเจริญโตจึงส่งผลต่อการเติบโตของพัฒนาการ และความสามารถของเด็ก

แนวคิดการจัดการเรียนการสอน

  • แนวคิดบทบาทผู้สอน : เน้นการสังเกตผู้เรียน พัฒนาทฤษฎีการสอนศิลปะตามช่วงวัย จัดการเรียนการสอนโดยคำนึงถึงผู้เรียนเป็นสำคัญ และต้องมีความเชื่อว่าผู้สอนนั้นไม่ต้องเข้าไปก้าวก่ายการเจริญเติบโตของเด็ก
  • แนวคิดบทบาทผู้เรียน : ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และพัฒนาได้ด้วยตนเอง ผ่านการเรียนศิลปะที่เหมาะสมกับช่วงวัย ตามที่ผู้สอนจัดเตรียมไว้ให้ สามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์และทดทองทำสิ่งต่าง ๆ อย่างมีอิสระ

Creative and Mental Growth (1947) : หนังสือที่สำคัญต่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของหลักสูตรศิลปศึกษา

Creative and Mental Growth เป็นหนังสือที่นำเสนอผลงานการวิจัยที่ Lowenfeld ทำร่วมกับ Brittain โดยเป็นตำราเรียนที่สำคัญสำหรับผู้ศึกษาสาขาวิชาศิลปศึกษา เนื้อหานั้นกล่าวถึงการทำงานศิลปะของเด็กช่วงวัยต่าง ๆ นั้นสามารถสะท้อนให้เห็นการเจริญเติบโตทางสุนทรียศาสตร์ สังคม จิตใจ สติปัญญา และอารมณ์ของเด็ก

ต่อมาในปีค.ศ. 1987 มีการนำการวิจัยของ Lowenfeld และ Brittain มาต่อยอด ทำให้พบว่าพัฒนาการทางการวาดภาพของเด็กมีลำดับขั้นตามช่วงอายุของเด็กแต่ละวัย โดยแต่ละช่วงวัยมีดังนี้

วัยขีดเขี่ย 2 -4 (Scribble Stage) มีลำดับขั้นของพัฒนาการทั้งหมด 4 ขั้น ได้แก่

1. Disordered Scribbling

  • เคลื่อนไหวร่างกายไปตามประสบการณ์ ขีดเขียนโดยปราศจากการควบคุมใด ๆ มีเส้นความยุ่งเหยิง
    ไม่มีแบบแผน ไร้ทิศทาง จับอุปกรณ์การวาดด้วยทั้งมือเนื่องจากกล้ามเนื้อมัดเล็กยังไม่พัฒนาอย่างเต็มที่
  • ยังไมให้ความสนใจกับสิ่งที่ตนเองวาดมากนัก มักมองไปที่อื่น
  • ยังไม่มีการความคิดเกี่ยวกับการเลือกใช้สีสัน เลือกจากการความพึงพอใจโดยปราศจากเหตุผล

2. Longitudinal Scribbling

  • เคลื่อนไหวและขีดเขียนเส้นอย่างซ้ำ ๆ เริ่มสนใจในสิ่งที่ตนเองวาด มีการทำงานประสานกันระหว่างการมองเห็น และการเคลื่อนไหว

3. Circular Scribbling

  •  มีการควบคุมกล้ามเนื้อที่ดีขึ้น ขีดเขียนเส้นเป็นวงกลมซ้ำ ๆ
  • เริ่มมีการกำหนดบริเวณพื้นที่ในการะวาด

4. Naming of Scribbling

  • เริ่มตั้งชื่อให้กับสิ่งที่ตนเองวาด สามารถอธิบายและให้ความหมายกับสิ่งที่วาดได้
  • เปลี่ยนจากการวาดโดยไร้แบบแผน เป็นการผสมผสานระหว่างการวาดโดยใช้สัญชาตญาณ และความเคยชินในการเคลื่อนไหวของร่างกายกับการเริ่มจินตนาการและคำนึงถึงสิ่งที่จะวาด
  • เริ่มเลือกใช้สีที่แตกต่างกันไปตามแต่ละความหมายของสิ่งที่ตนวาด

วัยเริ่มสร้างมโนทัศน์ 4 -7 ปี (The Pre-Schematic Stage)

1. ลักษณะเฉพาะที่พบในช่วงวัย

  • มีการค้นพบความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ระหว่างการวาดภาพ การคิดจินตนาการ
    และความเป็นจริง นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะและรูปร่างของสิ่งที่วาดไปตามที่ตนค้นพบอย่างต่อเนื่อง
  • เริ่มมีแนวคิดในการวาดภาพ

2. การใช้พื้นที่หรือช่องว่างในการวาดภาพ

  • วาดสิ่งต่าง ๆ อย่างกระจัดกระจาย ยังไม่มีการเรียงลำดับหรือให้ความหมายและความสำคัญกับระดับของสิ่งที่วาดลงไปก่อนหรือหลังแต่มีการแสดงอารมณ์ต่อสิ่งทาวาดในแง่ของการเป็นเจ้าของ เช่น หากในภาพมีโต๊ะ เตียง และเก้าอี้ ทุก ๆ สิ่งที่วาดลงไปจะยังไม่มีความหมายพิเศษ ถูกเรียกขานตามสิ่งที่มันเป็น ยกเว้นในกรณีที่มีการแสดงความชื่นชอบหรือความเป็นเจ้าของ โดยจะเป็นคำเรียกเป็น โต๊ะของหนูหรือเก้าอี้ของหนู เป็นต้น

3. การใช้สี

  • ยังไม่มีการเลือกสีโดยอิงกับความเป็นจริง เลือกตามอารมณ์

4. การออกแบบ

  • ไม่มีการออกแบบสิ่งที่ตนจะวาด วาดตามความพอใจและวาดในสิ่งที่นึกถึงในขณะนั้น

วัยสร้างมโนทัศน์ 7 – 9 ปี (The Schematic Stage)

1. ลักษณะเฉพาะที่พบในช่วงวัย

  • ค้นพบ และเข้าใจแนวคิดของสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์และสิ่งแวดล้อม เพียงแต่การถ่ายทอดออกมาจะไม่ใช่การวาดภาพเหมือน แต่ถ่ายทอดลักษณะของมนุษย์หรือสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ผ่านเค้าโครงอย่างคร่าว ๆ
  • มีการนำรูปเรขาคณิตมาใช้ในการวาดภาพ ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือพืชพรรณ

2.ลักษณะของคน

  • หากสนใจหรือชื่นชอบสิ่งใดก็จะวาดสิ่งนั้นซ้ำ ๆ 
  • วาดตามประสบการณ์และภาพจำของตนเองที่มีต่อสิ่งนั้น ๆ และเลือกวาดตามความพอใจเช่นเดิม
    ทำให้ในบางครั้งจะมีบางองค์ประกอบของสิ่งที่วาดขาดหายไป เช่น แขน ขา หรือมือ เนื่องจากเด็กเห็นว่าสิ่งนั้นไม่สำคัญ หรือไม่ใช่สิ่งที่ชอบจึงเลือกที่จะไม่วาด

3.การใช้พื้นที่หรือช่องว่างในการวาดภาพ

  • มีความเข้าใจในแนวคิดของพื้นที่และช่องวาดเป็นครั้งแรก โดยกำเนิดสิ่งที่เรียกว่า ‘เส้นฐาน’
    (Base Line) ที่ทำให้การวาดเส้นต่อมาจากนั้นเชื่อมโยงกับเส้นฐานนี้
  • ยังไม่มีการกำหนดขนาดของสิ่งที่วาด และขนาดของพื้นที่ระหว่างขอบกระดาษกับสิ่งวาด

4.การใช้สี

  • ค้นพบความเชื่อมโยง และความสัมพันธ์ระหว่างสีกับสิ่งต่าง ๆ (Objects) โดยจะเลือกใช้สีเดิมกับสิ่งที่ตนเองได้ให้ความหมายไว้ว่า สิ่งนั้นคือสิ่งเดียวกัน เช่น หากวาดกล้วยสีเหลือง แม้จะวาดกล้วยในรูปแบบอื่น ๆ กล้วยก็ยังคงเป็นสีเหลือง
  • ในกรณีอื่นยังคงเลือกสีตามอารมณ์

5.การออกแบบ

  • ไม่มีการออกแบบสิ่งที่ตนจะวาดและวาดตามอารมณ์เช่นเดิม
  • มีการวาดสิ่งต่าง ๆ ในรูปลักษณะแบบเดียวกันซ้ำ ๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจ

วัยวาดภาพของจริง 9 – 11 ปี (Drawing Realism)

1. ลักษณะเฉพาะที่พบในช่วงวัย

  • มีการตระหนักรู้ถึงเรื่องเพศ เช่น ความแตกต่างของเพศต่าง ๆ
  • ปฏิเสธที่จะร่วมมือกับผู้ใหญ่ เนื่องจากไม่ถูกนับว่าเป็น  “แก๊ง” หรือพวกเดียวกัน  และมักอยู่ร่วมกับเพื่อน ๆ ที่อายุ เพศใกล้เคียงหรือเหมือนกัน

2.ลักษณะของคน

  • เน้นการวาดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย และสร้างความแตกต่างของเสื้อผ้าสำหรับเพศที่แตกต่างกันไป
  • มีแนวโน้มที่จะวาดให้มีความสมจริง และไม่ยึดติดอยู่กับเค้าโครงตามรูปเรขาคณิตเช่นเดิม

3.การใช้พื้นที่หรือช่องว่างในการวาดภาพ

  • มักวาดสิ่งต่าง ๆ ทับซ้อนหรือบดบังกัน
  • มักลากเส้นของท้องฟ้าให้มาบรรจบกับเส้นฐาน
  • ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กันของวัตถุหรือสิ่งต่าง ๆ ในภาพ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาไปสู่การพัฒนาการรับรู้ผ่านสายตา ทำให้เข้าใจและพัฒนาสู่การวาดภาพ 3 มิติได้ในอนาคต

4.การใช้สี

  • ยังคงเลือกสีตามอารมณ์และความพอใจ เพียงแต่ความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อสีต่าง ๆ จากประสบการณ์ของตนเองส่งผลต่อการพิจารณาเลือกใช้สีต่าง ๆ

5.การออกแบบ

  • เน้นการตกแต่งให้สวยงามรวมกับวัสดุอื่น ๆ และมีการทำความเข้าใจกับวัตถุและวัสดุต่าง ๆ ว่ามีหน้าที่เช่นไร
  • ใช้เทคนิคการทำซ้ำเพื่อวาดเดิมหลาย ๆ ครั้ง แต่เพิ่มการออกแบบและวางแผนในการใช้เทคนิค
  • มีการวาดสิ่งต่าง ๆ ในรูปลักษณะแบบเดียวกันซ้ำ ๆ อย่างไม่ได้ตั้งใจ

วัยการใช้เหตุผล 11 – 13 ปี (The Stage of Reasoning)

1.ลักษณะเฉพาะที่พบในช่วงวัย

  • มีการพัฒนาสติปัญญา (Intelligence) แต่ยังไม่รับรู้
  • แนวทางในการวาดเน้นไปที่การพยายามวาดให้เหมือนอย่างไม่รู้ตัว
  • แบ่งกลุ่มความสนใจเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่เน้นไปที่การวาดให้สมจริง (Visually Minded) กับกลุ่มที่วาดตามอารมณ์และความพึงพอใจ (Non Visually Minded)

2.ลักษณะของคน

  • เริ่มการวาดข้อต่อของมนุษย์
  • สามารถวาดสัดส่วนต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและเหมือนจริงมากขึ้น
  • มีการลงรายละเอียดเรื่องรอยพับรอยยับของเสื้อผ้า เป็นต้น

3.การใช้พื้นที่หรือช่องว่างในการวาดภาพ

  • มีความเป็น 3 มิติ เกิดการกำหนดขนาดของสิ่ง ๆ เพื่อสร้างระยะใกล้-ไกล
  • มีการกำหนดเส้นขอบฟ้า
  • การวาดโดยยึดเอาเส้นฐานเป็นหลักลดน้อยลง และลดการตัดทอนรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ตามอารมณ์ลง

4.การใช้สี

  • กลุ่มที่เน้นไปที่การวาดให้สมจริงเลือกใช้สีโดยอิงจากสีจริงในธรรมชาติ
  • อีกกลุ่มนั้นเลือกใช้สีและวาดความอารมณ์และความพึงพอใจเช่นเดิม

5.การออกแบบ

  • กลุ่มที่เน้นไปที่การวาดให้สมจริงชอบการออกแบบให้มีความสวยงาม
  • กลุ่มที่วาดความอารมณ์และความพึงพอใจมักคำนึงถึงลักษณะการใช้งานหรือประโยชน์มากกว่า